เมื่อจะท่องไปในต่างแดน โดย ปาท่องโก๋

(comments: 0)

โดย ปาท่องโก๋

การได้ท่องไปในดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิดบ้างเป็นเรื่องที่ดีไม่น้อย  แต่เรื่องหนึ่งที่บางครั้งทำให้ใครหลายคนถึงกับถอดใจไม่อยากไปต่างประเทศแล้วก็คือเรื่องการขออนุญาตเข้าประเทศที่เราอยากไปเยือนนั่นเอง เพราะแต่ละประเทศต่างก็มีกฎสำหรับผู้มาเยือนสัญชาติต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป มีความยุ่งยากมากไปจนถึงไม่ยุ่งยากเลย ค่าใช้จ่ายก็มีตั้งแต่มากไปจนถึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย แต่บางครั้งการไม่รู้ก็จะทำให้เราเสียเงินมากโดยใช่เหตุได้เช่นกัน ฉันจึงขอนำประสบการณ์การขออนุญาตเข้าประเทศต่าง ๆ เพื่อการท่องไปในต่างแดนมาฝากกันค่ะ

ขอเล่าพื้นฐานของตัวเองสักนิดก่อนว่าฉันนั้นเป็นคนไทยโดยกำเนิด มีบัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือเดินทางไทย หลังจากแต่งงานกับชาวสวิสได้ 5 ปี ก็ยื่นเรื่องขอสัญชาติสวิสและได้เป็นคนสวิสด้วย ตามพระราชบัญญัติสัญชาติไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2551 มาตรา 13 กล่าวว่า “สำหรับหญิง/ชายไทยซึ่งสมรสกับคนชาวต่างชาติ อาจถือสัญชาติของสามีได้ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติของสามี ถ้าประสงค์จะสละสัญชาติไทยให้แสดงความจำนงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามแบบและวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง”  ฉันได้สัญชาติของสามีและกฎหมายของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่ได้บังคับให้สละสัญชาติเดิมของเรา และไม่มีบทบัญญัติห้ามการถือสองสัญชาติ  ฉันก็เลยมีสิทธิถือได้สองสัญชาติ (ตามกฎหมายสวิส)

            คราวนี้มาถึงเรื่องของการเดินทางไปต่างแดน ในฐานะที่เป็นคนไทย และคนสวิสกัน ปกติเวลาที่เราจะเดินทางออกนอกประเทศ เราต้องมี "หนังสือเดินทาง" หรือพาสปอร์ตเป็นเอกสารแสดงตนก่อนออกนอกประเทศ และแสดงตนเมื่อไปถึงประเทศปลายทาง จึงขอเล่าสั้น ๆ เรื่องหนังสือเดินทางก่อนนะคะ

            หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต เป็นหนังสือที่ออกให้แก่ประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ โดยปกติแล้วประชาชนทั่วไปอย่างเรา ๆ จะทำได้แค่หนังสือเดินทางธรรมดาซึ่งก็คือ เล่มที่มีหน้าปกสีแดงเลือดหมู เราสามารถใช้งานได้หลาย ๆ อย่างด้วยกัน   ตั้งแต่เรื่องท่องเที่ยว  ไปหาญาติ ไปทำธุรกิจ  หรือจะไปเรียนหนังสือ กรณีไปเรียนต่างประเทศจะต้องขอวีซ่าเฉพาะด้วย    สำหรับหนังสือเดินทางนั้นชาวต่างชาติที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ก็ต้องมีหนังสือเดินทางนี้ไว้แสดงตนต่อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเช่นกัน สำหรับชาวยุโรปที่อยู่ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปหรืออียู เวลาจะเข้าประเทศ เช็คอินกับสายการบิน ก็ใช้แค่บัตรประจำตัวประชาชนแสดงตนก็ได้แล้ว แต่ถ้าขับรถผ่านแดน ส่วนใหญ่เท่าที่เห็นจะไม่มีเจ้าหน้าที่มาขอตรวจ

            ส่วนวีซ่านั้นคือหลักฐานในการอนุญาตเข้าประเทศ ที่ทางสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่เราขอ ทำออกให้ อาจเป็นรอยตราประทับ หรือเป็นแผ่นกระดาษสติ๊กเกอร์ติดอยู่ในหนังสือเดินทาง  ทั่วโลกต่างถือปฏิบัติว่า การเดินทางระหว่างประเทศ จำเป็นที่ต้องขอวีซ่าเพื่อการเดินทางเข้าประเทศนั้น ๆ ก่อน แต่ก็มีข้อยกเว้น สำหรับบางประเทศ ซึ่งได้ทำความตกลงกันว่าไม่ต้องขอวีซ่าระหว่างกัน หรือบางประเทศอาจจะยกเว้น  โดยจะอนุญาตให้คนสัญชาติใดเดินทางเข้าประเทศของตนได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเลย

            สำหรับการได้รับการอนุญาตให้เข้าประเทศนั้น ๆ ได้ มีอยู่  4 ลักษณะดังนี้

  1. เข้าได้เลย ไม่ต้องใช้วีซ่า
  2. สามารถขอวีซ่าเมื่อเดินทางไปถึงปลายทาง นั่นคือ เรามาประทับตราวีซ่าที่สนามบินของประเทศที่เราเดินทางไป เช่น ถ้าคุณจะเดินทางไปประเทศมาเลเซีย คุณก็สามารถซื้อตั๋วเครื่องบินหรือนั่งรถทัวร์ เดินทางไปได้เลย เมื่อไปถึงที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง ไม่ว่าที่สนามบินหรือที่ชายแดนของประเทศ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง เขาก็จะประทับตราวีซ่า อนุญาตให้คุณเข้าประเทศเขาได้ ไว้ที่หนังสือเดินทางของเราซึ่งจะมีรายละเอียดบอกไว้ว่า ให้อยู่ในประเทศเขาได้ถึงเมื่อไร (แล้วก็ควรออกมาภายในกำหนดเวลา ถ้าไม่อยากมีปัญหานะคะ) และก็ไม่รับประกันว่าจะได้อนุญาตทุกคน ขึ้นกับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประเทศนั้น ๆ แต่ถ้าเรามีประวัติดีก็ไม่น่ามีปัญหาค่ะ

ในข้อ 1 และ 2 สำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางไทย ดูรายละเอียดได้ที่  http://www.consular.go.th/main/contents/files/services-20170525-164832-156830.pdf

  1. ดำเนินการขอวีซ่าจากสถานทูตหรือกงสุลประเทศนั้น ๆ จากประเทศเจ้าของหนังสือเดินทาง เช่น ถ้าคุณต้องเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศออสเตรเลีย คุณก็ยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตออสเตรเลียในประเทศไทยค่ะ
  2. ดำเนินการขอวีซ่าผ่านทางออนไลน์ซึ่งมีหลายประเทศ ที่เราสามารถใช้ช่องทางนี้ในการขอวีซ่า

          หลังจากที่อธิบายถึงเรื่องหนังสือเดินทางและเรื่องวีซ่าซึ่งสำคัญเป็นอันดับแรกในการขออนุญาตเข้าประเทศแล้ว คราวนี้มาเข้าเรื่องการเดินทางของตัวเองกันค่ะ การที่ฉันมีทั้งหนังสือเดินทางไทยและหนังสือเดินทางสวิส ซึ่งสามารถเข้าได้ 155 ประเทศโดยไม่ต้องใช้วีซ่า (ที่มา: https://www.passportindex.org/) ทำให้การท่องไปต่างแดนของฉันในครั้งนี้ ซึ่งใช้เวลา 7 เดือนกว่า ๆ  (นานที่สุดเท่าที่เกิดมาได้ 50 ปี) และจะเดินทางไป  8 ดินแดน รวมทั้งไทยแลนด์ด้วยมีความง่ายขึ้นมากทีเดียว

  1. ประเทศไทย เริ่มต้นออกเดินทางจากสวิตเซอร์แลนด์สู่ไทยแลนด์ ฉันไม่ต้องใช้วีซ่าเข้าประเทศด้วยหนังสือเดินทางไทย ส่วนสามีเข้าประเทศไทยโดยไม่ต้องขอวีซ่า อยู่ได้เป็นเวลา 30 วัน และได้ประทับตราอนุญาตให้เข้าประเทศได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่เพราะขาดความรอบคอบ ดูวันผิด จึงอยู่เกินไป 1 วัน เสียค่าปรับไป 500 บาท ที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง อำเภอสะเดา ตอนออกนอกประเทศค่อนข้างยุ่งยากวุ่นวายมาก เพราะไปรถตู้จากหาดใหญ่ เพื่อไปลงที่ปีนัง ตอนขาออกมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากต่อแถวกันยาวเหยียด เขามีช่องสำหรับนักท่องเที่ยวไทยให้ 2 ช่อง แต่คนขับรถตู้บอกให้ เราสามีภรรยา (คนไทยและคนสวิส) รวมทั้งสาวชาวอังกฤษอีกหนึ่งคนที่นั่งรถตู้มาคันเดียวกันไปที่ช่องขาออกสำหรับหนังสือเดินทางไทย แต่พอไปถึงเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจให้ บอกให้ไปต่อแถวสำหรับชาวต่างชาติ ซึ่งยาวเหยียด ตายละ แล้วเมื่อไรจะได้ข้ามแดน รถตู้และคนในรถตู้ ซึ่งเป็นคนไทยทั้งหมดก็ต้องรอ แต่คนขับรถตู้ก็หาวิธีให้ได้มาทันเวลาจนได้ บางครั้งการทำเช่นนี้ก็จำเป็น....(แต่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เจ้าหน้าที่ใจดีมากให้คนไทย และสามีต่างชาติ ที่มาด้วยกันไปเข้าช่องตรวจหนังสือเดินทางสำหรับคนไทยได้ โดยมีเจ้าหน้าที่แนะนำอย่างดี เจ้าหน้าที่ก็ตรวจให้ด้วยความเรียบร้อย ไม่ยุ่งยาก และไม่นานเลย)

 

  1. ประเทศมาเลเซีย พอออกจากประเทศไทยมาได้ ก็มาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของมาเลเซีย ซึ่งอยู่ห่างกันไม่มาก ก็ต้องขนสัมภาระลงจากรถให้หมดค่ะ แต่ใช้เวลาไม่นาน สัมภาระผ่านเครื่องตรวจ และยื่นหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่บอกให้สแกนลายนิ้วมือ จำไม่ได้ว่านิ้วไหน ก็ประทับตราอนุญาตให้อยู่ในประเทศได้ 90 วัน เมื่อเรื่องการตรวจคนเข้าเมืองเสร็จแล้วเราก็ขนสัมภาระมาขึ้นรถตู้ที่รออยู่

 

  1. ประเทศสิงคโปร์ ออกจากประเทศมาเลเซียด้วยรถทัวร์ ผ่านด่านตรวจขาออกที่อำเภอโยโฮร์บาห์รู ( Johor Bahru ) เราต้องขนสัมภาระออกไปด้วย  แล้วก็กลับมาขึ้นรถทัวร์คันเดิม ขับมาได้สักพัก ก็ถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศสิงคโปร์ ต้องกรอกแบบฟอร์มเข้าประเทศ  ดีที่คนไม่มาก และเรากรอกเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว  เพราะตอนซื้อตั๋วเขาจะให้เอกสารสำหรับการเข้าเมืองมาด้วย เจ้าหน้าที่ถามแค่เธอชื่อนี้ใช่ไหม ให้เราสแกนนิ้วมือ แล้วก็ยิ้มให้ พร้อมประทับตราอนุญาตให้เข้าเมืองได้ จากนั้นเราก็รีบวิ่งกลับไปที่รถ เพราะขั้นตอนทั้งหมดนี้มีเวลาแค่ 20 นาที ถ้าไม่มา รถก็ออก ไม่รอ (มีคู่สามีชาวอังกฤษไม่ได้กรอกเอกสารเข้าเมืองไว้ ต้องกลับไปกรอกเสียก่อน ทำให้ไม่ได้ขึ้นรถทัวร์คันเดียวกับเรา  สุดท้ายเขาก็ต้องเก็บตั๋วไว้รอรถคันต่อไป ถ้าเป็นเราคงเซ็งน่าดู)

 

  1. ประเทศออสเตรเลีย นับแต่นี้ไปฉันต้องใช้แต่หนังสือเดินทางสวิส เพราะสามารถใช้ วีซ่าที่เรียกว่า

ETA (Electronic Travel Authority จะมีรายชื่อบอกว่า ประเทศไหน ใช้วีซ่าอะไรเข้าประเทศได้ ทุกประเทศต้องขอวีซ่าเข้าออสเตรเลีย ยกเว้นประเทศนิวซีแลนด์ ที่ไม่ต้องขอวีซ่า ดูข้อมูลได้ที่ https://www.border.gov.au/Trav/Visa/Appl/Electronic-travel-authority ซึ่งสามารถขอวีซ่าผ่านออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง แบบไม่มีวันหยุด และรู้ผลภายใน 24 ชั่วโมงเช่นกัน ค่าใช้จ่ายคนละ 10 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เขาจะแจ้งผลให้เราทางอีเมล ที่เราให้ไป เมื่อได้แล้วก็สามารถเข้าออกได้หลายครั้งภายใน 1 ปี ที่ได้รับอนุญาต และอยู่ได้ ครั้งละไม่เกิน 3 เดือน การได้รับอนุญาตนี้จะไม่มีให้เห็นในหนังสือเดินทาง แต่ข้อมูลจะเชื่อมต่อกับสายการบิน บริษัทนำเที่ยว และกองตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลีย

            จริง ๆ การมาเที่ยวที่ออสเตรเลียครั้งนี้เป็นการมาเพื่อรอวีซ่าไปนิวซีแลนด์ เพราะไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ นั่นคือ คุณสามีมีปัญหา และมารู้เมื่อตอนเข้าเช็คอินที่สนามบินประเทศสิงคโปร์ ตอนเข้าเช็คอินกับสายการบิน เพื่อเดินทางไปประเทศนิวซีแลนด์ เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่สายการบิน ต้องตรวจสอบว่าผู้โดยสารสามารถเข้าประเทศได้หรือไม่ และรายของสามี มีปัญหาซึ่งเจ้าหน้าที่สายการบิน ให้สามีคุยกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ จึงได้รู้ว่าปัญหาเกิดจากเมื่อ 9 ปีที่แล้ว เขาอยู่เกินกำหนดวีซ่า 2 เดือน แต่ตอนขาออกจากนิวซีแลนด์ เมื่อปี ค.ศ 2008 นั้นเจ้าหน้าที่ให้เขาออกจากประเทศ โดยไม่ได้บอกอะไรเลย ไม่เสียค่าปรับ และเขารู้ว่าตามกฏหมาย กว่าจะเข้าประเทศได้อีกครั้งใช้เวลา 7 ปี และขณะนี้ก็ผ่านมาแล้ว 9 ปี ทำให้เขาชะล่าใจคิดว่า  คงไม่มีอะไรแล้ว  ปัญหาจึงตามมาเมื่อไปเช็คอิน เจ้าหน้าที่บอกเขาว่า ต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวเข้าประเทศ ส่วนตัวฉันนั้นแม้ว่าจะไม่มีปัญหาใดแต่จะให้ไปคนเดียว ก็คงไม่ไป คงเหงาน่าดู

สิ่งที่ทำได้ในวันนั้นคืออยู่ที่สนามบินสิงคโปร์ชางงี นั่งทำงานกันที่โต๊ะประชาสัมพันธ์เพื่อขอวีซ่าออนไลน์ ทำให้เสียเวลาไปมาก และเอกสารทั้งหลายที่เขาต้องการให้ส่งไปด้วยก็ไม่พร้อม ถึงแม้จะทุลักทุเล แต่ในที่สุดเราก็ยื่นเรื่องขอวีซ่าได้สำเร็จ และเขาให้รอ 20 วันทำการ ถึงจะรู้ผล  เราก็ทุลักทุเลกันต่อ ด้วยการขนสัมภาระกลับมาในเมือง หาที่พัก และเข้าที่พักได้ตอนเกือบเที่ยงคืน  และนี่คือที่มาของการมาที่ออสเตรเลีย เป็นการแก้ขัดนั่นเอง และวันนี้ (28 พ.ย 2017) ก็ได้รับการตอบปฏิเสธ จากกองตรวจคนเข้าเมืองประเทศนิวซีแลนด์ ว่าตามกฏหมายใหม่ปี ค.ศ 2010 ถ้าใครอยู่เกินกำหนดวีซ่า ต้องใช้เวลา 10 ปี จึงจะมีโอกาสเข้าประเทศใหม่ได้ นั่นหมายความว่า เราต้องตัดการท่องเที่ยวที่นิวซีแลนด์ออกไป แผนที่วางไว้ ต้องเปลี่ยนอีกแล้ว แต่เป็นครั้งใหญ่ เพราะตั้งใจจะใช้เวลาที่นิวซีแลนด์ถึง 3 เดือน แต่ชีวิต ย่อมมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมัน และเราก็ตัดสินใจที่จะอยู่เที่ยวที่ ออสเตรเลียต่ออีกสักพัก เพื่อทำใจ

 

  1. ประเทศอเมริกา ที่นี่ใช้โปรแกรมยกเว้นการขอวีซ่า (VWP) อนุญาตให้บุคคลต่างชาติจากบางประเทศเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อการท่องเที่ยวหรือธุรกิจ (ตามวัตถุประสงค์ของวีซ่าเยี่ยมเยียน) ได้ไม่เกิน 90 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า มีบางประเทศเท่านั้นที่ได้เข้าร่วมในโปรแกรมดังกล่าว และสวิตเซอร์แลนด์ มีชื่ออยู่ในนั้นด้วย แต่ใช่ว่าผู้เดินทางทุกคนจากประเทศสมาชิกเหล่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์ตามโปรแกรมนี้โดยอัตโนมัติ ผู้เดินทางจากประเทศที่เข้าร่วมโปรแกรมยกเว้นการขอวีซ่า จะต้องยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติการเดินทาง ผ่านระบบอนุมัติการเดินทางผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ESTA) หลังจากนั้นจะต้องผ่านการพิจารณาโดยเจ้าหน้าที่ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา และเราทั้งสองก็ทำตามขั้นตอนไว้ก่อนเดินทางออกจากสวิตเซอร์แลนด์เรียบร้อยแล้ว

            จริง ๆ ถ้าทำเรื่องกับเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตอเมริกาจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 14 ดอลลาร์สหรัฐ แต่เราเห็นเว็บไซต์ของเอกชนเสียก่อนก็รีบทำรายการโดยไม่ดูให้ดี จึงเสียเงินไปคนละ 87 ดอลลาร์สหรัฐ ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะทุกขั้นตอนนั้นเหมือนกัน คือ เรากรอกเอกสารต่าง ๆไป จนกว่าจะหมด ให้จ่ายเงินโดยผ่านบัตรเครดิต  ซึ่งเราต้องจัดการเองทั้งนั้นแต่สุดท้ายมาคิดเงินค่าบริการกับเรา โกรธสามีและตัวเองจริง ๆ (ฝากเพื่อน ๆไว้นะคะ อย่าเลียนแบบ เดี๋ยวนี้เขาหาเงินจากผู้ไม่รู้แบบนี้กันมาก มารู้อีกทีก็เสียเงินให้กับความไม่รู้ไปแล้วค่ะ)  สามารถดูรายละเอียด และกรอกเอกสารเพื่อยื่นคำร้องขอวีซ่าได้ที่นี่ค่ะ  https://travel.state.gov/content/visas/en/visit/visa-waiver-program.html#ESTA) และ http://www.ustraveldocs.com/th_th/th-niv-visawaiverinfo.asp

 

  1. ประเทศแคนาดา ที่แคนาดาเราขอ Electronic Travel Authorization (ETA) ทำเรื่องผ่านทางออนไลน์ เสียค่าใช้จ่ายคนละ 7 ดอลลาร์แคนาดา ทำเรื่องผ่านออนไลน์ทั้งหมด จ่ายค่าดำเนินการผ่านบัตรเครดิตค่ะ เข้าไปยื่นเรื่องได้ที่นี่ http://www.cic.gc.ca/english/visit/eta.asp และในนี้จะมีบอกไว้ว่ามีประเทศใดบ้างที่อนุญาตให้ขอได้ค่ะ เราทำเสร็จเรียบร้อยไว้ตั้งแต่อยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ค่ะ

 

  1. ก่อนกลับสวิตเซอร์แลนด์ แวะเข้าประเทศอังกฤษก่อน เพราะได้ตั๋วเครื่องบินราคาถูก ในฐานะคนสวิส อยู่ในเชงเก่น จึงเข้าได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เราสามารถตรวจสอบว่าเราต้องใช้วีซ่าในการเข้าประเทศหรือไม่ได้ที่ https://www.gov.uk/check-uk-visa ค่ะ

 

            เป็นอย่างไรบ้างคะ การเดินทางต่างแดนกับเรื่องการขออนุญาตเข้าประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยใช่ไหมคะ  แต่ฉันคิดว่าก็ไม่ได้ยากเกินไป ถ้าความพยายามมีมากพอ อะไร ๆ ก็ทำได้ค่ะ เหมือนคำคมที่ว่า   

“where there's a will, there's a way  ที่ไหนมีความต้องการ ที่นั่นก็จะมีวิธี  (ตอบสนองความต้องการนั้น)”  ในความเป็นจริงการได้อยู่บ้านเฉย ๆ สบายกว่าการไปไหน ๆ แต่ก็นั่นแหละคะการได้ไปท่องไปในต่างแดน ได้เห็น ได้รู้ ได้สัมผัส อะไรใหม่ ๆ ก็เป็นสิ่งที่คาดว่าน่าจะคุ้มค่ากับการที่ต้องดำเนินการเพื่อการได้เข้าไปในดินแดนนั้น ๆ นะคะ

กลับ

Add a comment