รำลึกความหลังกับมาลีฮวนน่า

(comments: 0)

วงดนตรีมาลีฮวนน่า เป็นวงดนตรีเก่าแก่ในดวงใจตั้งแต่ป้าช้อยยังวัยรุ่น มีเพลงฮิตหลายเพลงที่เหล่านักศึกษาไกลบ้านปีท้าย ๆ อย่างพวกเราตะโกนร้องกันยามตั้งวงร้องรำทำเพลง อาทิ เพลงหัวใจพรือโฉ้ ที่ร้องกันได้ทุกคนแม้ไม่รู้ความหมายของคำว่าพรือโฉ้” นั้นแปลว่าอะไร หรือยามได้ยินเสียงเพลงเรือรักกระดาษก็แสดงอาการ “อิน” ประหนึ่งเป็นประสบการณ์ตรงของชีวิตตนเองเลยทีเดียว

จำได้ว่า วงมาลีฮวนน่าได้รับความนิยมอยู่นานในสมัยนั้นโดยเฉพาะพวกที่กำลังแสวงหาตัวตนที่แท้จริงของตนเองอย่างพวกเรา และบางทีก็เข้าใจเอาเองว่า พวกเรานี่แหละคือพวก “เพื่อชีวิต” (ชีวิตใครชีวิตมัน) น้าไข่หรืออาจารย์ไข่ นักร้องนำของวงเป็นแบบอย่างของเพื่อน ที่เรามักจะอ้างถึงหรือถือเป็นแบบอย่างในเรื่องการแต่งตัวของหนุ่ม เพื่อนนักศึกษาเพื่อชีวิต ป้าช้อยเองในสมัยนั้นรู้สึกว่า วงนี้มีชื่อแปลก เพราะ “มาลีฮวนน่า” แปลว่า กัญชา เพลงของวงนี้ก็แปลก มีเนื้อหากินใจ ตรงใจวัยเพื่อชีวิต ป้าช้อยเหมือนรู้จักวงมาลีฮวนน่ามาทั้งชีวิต ไม่ว่า เพลงอะไรป้าก็ร้องตามได้และยังเคยไปดูคอนเสิร์ตวงมาลีฮวนน่าด้วย แม้ว่าจะดูจากระยะไกล มองเห็นน้าไข่ตัวใหญ่กว่ามดหน่อยหนึ่งก็ตาม จนกระทั่งป้าช้อยเรียนจบและทำงานก็ยังติดตามฟังเพลงของวงนี้อยู่ จนล่วงวัยผู้ใหญ่ค่อน ไปทางผู้สูงวัย รสนิยมในการฟังเพลงมีเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามจังหวะและสถานการณ์ของชีวิต แต่ป้าก็ยังจำเพลง “แสงจันทร์ได้ บทเพลงที่เคยร้องพึมพำในยามที่เส้นทางชีวิตไกลจากทุกอย่างที่คุ้นเคย "เอาใจและร่ามาวางเดิมพัน เดินทางไกลอยู่ใต้แสงจันทร์ คิดถึงทุกวัน คิดถึงทุกคืน"

ตั้งแต่ป้าช้อยมาใช้ชีวิตในต่างแดนได้รับข่าวสารจากชุมชนชาวไทยเกี่ยวกับการจัดคอนเสิร์ตเอาใจคนไกลบ้านที่มีนักร้อง นักแสดง ตลก หมอลำ ลิเก ฯลฯ มาเปิดแสดงในร้านอาหารไทยบ้าง ในงานของชุมชนไทยบ้าง มีเพื่อน ๆ หรือน้อง ๆ ที่รู้จักชวนไปดูหลายครั้ง แต่ป้าช้อยก็ไม่เคยไปชมเลยสักครั้งเดียว ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ ไม่ตรงจริต ไม่รู้จัก อยู่ไกล ฯลฯ จนคนชวนเขาก็เลิกชวนไปโดยปริยาย

เมื่อไม่นานมานี้เพื่อนรุ่นน้องส่งข้อความโฆษณาขายบัตรคอนเสิร์ตมาให้และถามว่า “ป้ารู้จักวงดนตรีวงนี้ไหม เขาจะมาเล่นที่ผับ…….ในเมือง” เห็นชื่อวงป้าช้อยก็แอบอุทาน “โอ้ มาลีฮวนน่าจะมาเล่นคอนเสิร์ตถึงบ้านเราเลยหรือนี่” เป็นไปได้อย่างไร ตั้งแต่อยู่เมืองนี้มายังไม่เคยได้ข่าวคราวว่า มีคอนเสิร์ตของนักร้องไทยมาจัดแสดงที่นี่เลย เมืองนี้เป็นแค่เมืองเล็ก มีคนไทยอาศัยอยู่ไม่มากนักจะคุ้มกับการจัดแสดงคอนเสิร์ตหรือ

น้องเขาเล่าว่า วงมาลีฮวนน่ามาทัวร์คอนเสิร์ตในยุโรป ระหว่างทัวร์ก็เที่ยวไปด้วย เพื่อนของสมาชิกในวงอยู่เมืองนี้ เขาจึงแวะมาเยี่ยมเพื่อน ไม่มีการแสดงในตารางทัวร์คอนเสิร์ตแต่อย่างใด แต่พอมาถึงมีคนไทยในละแวกนี้ทราบข่าวก็อยากฟังเพลงของน้าไข่ เจ้าถิ่นจึงไปจัดหาสถานที่ แล้วก็ขายตั๋วคอนเสิร์ตแบบปากต่อปากในระยะเวลาอันจำกัด ฟังน้องบอกกล่าวพลันบทเพลง ก้าวย่าง-ทางเดิน ที่เสนาะประหนึ่งบทกวีก็แว่วในใจ

สงัดหนึ่งลือนลาร้าง ระหว่างดึก
หนาวรู้สึก หยดน้ำค้าง ระหว่างฝัน
แว่วเรไร ร่ายบรรเลง เพลงนิรันดร์
กล่อมแก้วตา นิทราฝันกลางดงดาว

มาลีฮวนน่ามาถึงหน้าบ้านเช่นนี้แล้ว ป้าช้อยจึงบอกน้องไปว่า “เอาตั๋วไว้ให้ป้าใบหนึ่งนะ” น้องตอบมาว่า “ขนาดป้ายอมไปดูคอนเสิร์ตนี่ วงนี้ต้องไม่ธรรมดา เขาเป็นใครทำไมหนูเกิดไม่ทัน” ป้าจึงร่ายชื่อเพลงไปหลายเพลงบอกให้น้องไปหัดร้องล่วงหน้า

คอนเสิร์ตจัดในผับเล็ก และแสดงค่อนข้างดึกแต่ป้าช้อยตื่นเต้นจึงไปถึงตั้งแต่หัวค่ำ เขามีมุมขายอาหารไทยชั่วคราวอยู่ด้านนอกของผับ คนไทยที่มาถึงเร็วเหมือนป้าช้อยต่างก็สั่งอาหารไทยมาแกล้มเครื่องดื่มรอเวลา บรรยากาศช่วงหัวค่ำค่อนข้างคึกคัก มีบรรดาเหล่ารั้วของชาติชุดเต็มยศมานั่งดื่มกัน เขาคงพากันมาผ่อนคลายหลังการฝึกอันคร่ำเคร่ง แต่ก่อนคอนเสิร์ตแสดงหนุ่มทหารหาญก็แยกย้ายสลายตัว คงถึงเวลาต้องกลับเข้าค่ายทหาร เหลือแต่สาวไทยหนุ่มฝรั่ง และมีคู่ฝรั่งอยู่ไม่กี่คู่ จึงดูเหมือนเป็นคอนเสิร์ตส่วนตัวของชาวไทยในต่างแดน

ป้าช้อยนั่งจิบเครื่องดื่มสังเกตคนไทยที่มาชมคอนเสิร์ต ส่วนใหญ่จะเป็นสาวหน้าใสวัยละอ่อนหาวัยเท่าป้าไม่ค่อยจะมี ส่วนใหญ่คนที่มาก็จะรู้จักกัน มีทั้งสาวเพื่อชีวิต ร็อกเกอร์สาว สาวไฮโซ สาวเซ็กซี่ ฯลฯ แต่ละคนเตรียมตัวมาเจอมาลีอวนน่ากันเต็มที่ แม้คนจะไม่เต็มผับแต่สาวไทยนั้นเต็มที่ทั้งเสียงคุยเสียงกรี๊ดดังกระหึ่ม

ตอนที่ม่านเปิดและนักดนตรีบรรเลงเพลง น้าไข่ยืนเด่นอยู่หน้าไมค์ห่างจากป้าช้อยไปไม่ถึงสองเมตร รอบนี้ป้าตีตั๋วชั้นหนึ่งเกาะข้างเวทีจึงเห็นน้าไข่ตัวใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก เพลงแรกอย่างที่คาดไว้ “แสงจันทร์” ป้าช้อยแค่อ้าปากพึมพำเพราะเขินน้องที่ไปด้วยกัน

วงดนตรีมาเล่นกันแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเตรียมอะไรมากเหมือนสมัยโน้น ขายคุณภาพเสียงนักร้องล้วน ๆ ดูเหมือนน้าไข่ ในวันโน้นจะกลายเป็นลุงไข่ ตาไข่ ปู่ไข่ ไปเรียบร้อยแล้ว แต่บทเพลงที่น้าไข่เปล่งออกมาแต่ละเพลงเสียงดีไม่มีตก ทำเอาป้าช้อยแอบเช็ดน้ำตา ความหลังครั้งยังเป็นนักศึกษาผุดพราย ใครจะไปนึกว่า ในวัยป้าจะได้มายืนเกาะขอบเวทีฟังเพลงของศิลปินที่ชื่นชอบอีกครั้งถึงต่างแดนนี่ และได้ยืนดูยืนฟังแบบใกล้ชิดประหนึ่งแขกวีไอพีเสียด้วย

ตอนที่เพลง “เรือรักกระดาษ” ดังขึ้น เหลือบไปเห็นน้องเปิดเนื้อเพลงในโทรศัพท์มือถือและก้มหน้าร้องตาม ป้าช้อยจึงอดใจต่อไปไม่ไหว ตะโกนร้องเพลงอย่างสุดใจ ชูมือ กระทืบเท้า และเป่าปาก น้องเหลือบมามองหน้าป้าช้อยด้วยสายตาพิศวง แต่ป้าก็หาไม่สนใจ ยังคงร้องต่อไปและต่อไป จนนึกได้ว่า สมควรแก่เวลาที่ป้าต้องเข้านอนจึงบอกน้องว่า ป้ากลับก่อนละนะ ไม่อยู่จนวงเขาเลิกเพราะเกรงจะหาทางกลับบ้านไม่ได้

ดูเหมือนว่า ตั้งแต่วันนั้นน้องจะมองป้าด้วยสายตาที่แปลกไป วันหนึ่งน้องก็ถามว่า “ป้าจะไปดูคอนเสิร์ตพี่เสกไหมเขามาเล่นที่เมืองใกล้ ๆ นี่เอง” ป้าช้อยตอบไปอย่างไม่ลังเลว่า “ไม่ล่ะ ขอบใจจ้ะ ป้าไม่ค่อยถูกจริตกับพี่เสกเท่าไร แต่ถ้าน้าไข่มาอีกเมื่อไรบอกป้าด้วยนะน้อง”

 

โดย..ป้าช้อย ชวนชม

กลับ

Add a comment