บันทึกอนุบาล ๒ -แม่ของเจสซิกา-

(comments: 0)

หนึ่งอาทิตย์ก่อนโรงเรียนอนุบาลเปิด คุณครูได้เชิญผู้ปกครอง และเด็กใหม่ไปชมห้องเรียน ห้องเล่น ให้เด็กๆ ได้ทำความรู้จักกับคุณครู ได้เจอหน้าเพื่อนใหม่ และได้ทำความคุ้นเคยกับที่ทางต่างๆ ในห้องเรียน ผู้ปกครองต่างพาลูกมาดูห้องอนุบาลของตน
เริ่มแรกคุณครูให้เด็กๆ นั่งเป็นวงกลมบนเก้าอี้ตัวเล็กๆ คุณครูกล่าวแนะนำตัว แล้วก็เริ่มกิจกรรมสร้างบรรยากาศให้เกิดความเป็นกันเอง ให้เด็กๆ รู้สึกสนุก และประทับใจ จากนั้นก็อนุญาตให้เด็กๆ เดินดูห้อง เลือกเล่นของเล่นตามมุมต่างๆ ได้ตามชอบ หรือจะไปเล่นเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นก็ได้ เห็นหน้าของเด็กๆ ที่แสดงความตื่นเต้น สนุกกับการวิ่งไปดูมุมโน้นมุมนี้ฉันก็อดจะยิ้มไม่ได้
พ่อแม่บางคนคอยชี้ชวนให้ลูกเล่นของเล่น บางคนก็พาลูกเดินดูข้าวของที่ประดับตกแต่งภายในห้องที่ไม่กว้างนัก แต่จัดแบ่งเป็นมุมต่างๆ อย่างเป็นระเบียบ อาทิ มุมตุ๊กตา มุมทำอาหาร มุมเรือโจรสลัด มุมต่อจิ๊กซอว์ มุมอ่านหนังสือ ฯลฯ ลูกสาวตัวน้อยของฉันวิ่งไปเล่นที่มุมทำครัวอย่างตื่นเต้น ฉันปล่อยให้ลูกเล่นตามลำพัง ก่อนเดินออกประตูหลังห้องไปดูสนามเด็กเล่น แม่อีกคนซึ่งเป็นคนเอเชียเช่นกันหันมามอง และเดินมาทักทายฉัน ท่าเดินห้าวๆ และคำทักทายห้วนๆ ฟังออกจะขัดหู และท่าทางก็ดูขัดตา
“เธอมาจากไหน?”
“ฉันมาจากเมืองไทย” ฉันตอบเรียบๆ และยิ้มให้ตามมารยาท
“เพื่อนบ้านฉันก็เป็นคนไทย เธออยากรู้จักมั๊ย?” เธอถามฉันต่อ
“มีคนไทยอยู่แถวนี้ด้วยเหรอ?” ฉันถามกลับ
“มีซิ อยู่มาสิบปีแล้ว พูดภาษาที่นี่ได้นิดเดียว” เธอบอกก่อนหันไปดึงมือลูกชายที่กำลังจะปีนขึ้นไปบนโต๊ะที่อยู่ข้างๆ
“ขอบใจนะ ถ้าจะหาเพื่อนแล้วจะบอก” ฉันพูดก่อนเดินเลี่ยงออกไปคุยกับคุณครูของลูก
จากวันนั้น ฉันไม่เคยได้พูดคุยกับแม่ของเจสสิก้าอีกเลย จนวันหนึ่งที่ฉันไปรับลูกเร็วกว่าปกติ ฉันเห็นแม่ของเจสสิก้ากับลูกชายตัวเล็กนั่งรอเวลาอนุบาลเลิกอยู่บนขอบบ่อน้ำพุตื้นๆ หน้าอาคาร
“สวัสดี วันนี้เธอมาเร็วจัง”เธอเอ่ยทัก
“เธอมาเร็วกว่าฉันอีกนะ”ฉันพูดยิ้มๆ ก่อนนั่งลงบนขอบบ่อน้ำพุถัดจากเธอ
“เจ้านิกกี้งอแงเลยพาออกมาเดินเล่น แล้วเลยมารับเจสซี่นี่แหละ”
แล้วบทสนทนาของเราก็เริ่มต้นตรงนั้นอีกนานหลายนาทีต่อมา จนเสียงกริ่งบอกเวลาเลิกเรียนดังขึ้น
“ขอให้มีเวลาช่วงบ่ายที่ดีๆ นะ” ฉันลุกขึ้นยืน และบอกลา ก่อนเดินไปรับลูกสาวที่กำลังวิ่งตรงมาหา
“พรุ่งนี้ตอนส่งลูกเสร็จ เธอมีธุระอะไรมั๊ย?”เธอถามขึ้นก่อนฉันจะหันหลังกลับ
“คงเลยไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตแหละ ทำไมเหรอ?”
“ถ้าเธอมีเวลาเราไปนั่งดื่มกาแฟกันมั๊ยละ? ไปบ้านฉันก็ได้ ทางผ่านไปซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่แล้วนี่”
เธอเอ่ยชวนอย่างไม่มีพิธีรีตองอะไร
ฉันนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “ได้ซิ ยินดีเลย ขอบคุณมาก แล้วเจอกันตอนเช้าที่นี่นะ”
พอรุ่งเช้าไปส่งลูกเสร็จ ฉันก็เดินเคียงข้างรถเข็นเจ้านิกกี้ลูกชายคนเล็กของเธอ ตรงไปยังที่พักของเธอ...อพาร์ตเม้นท์ที่เธออาศัยอยู่ ห่างจากอนุบาลประมาณ 500 เมตร บนชั้นสามของตึกที่ค่อนข้างเก่าแต่ก็กว้างพอสำหรับครอบครัวพ่อแม่ และลูกอีกสองคน
ฉันนั่งที่โต๊ะอาหารมองดูเจ้านิกกี้เล่นของเล่น ขณะที่เธอตั้งเครื่องชงกาแฟไปก็ชวนคุยไป
“อยากถามอะไรหน่อย ไม่รู้เธอจะว่าอะไรหรือเปล่า?” เธอเอ่ยขึ้นดุ่ยๆ ตามแบบฉบับ
“ถามอะไรล่ะ ถ้าตอบได้ก็จะตอบ” ฉันหันไปมองหน้า
“อยากถามว่า เธอรังเกียจเสื้อผ้าเด็กที่ใช้แล้วหรือเปล่า?”
“ไม่หรอก ลูกสาวฉันก็ใช้ของเก่าที่ได้รับมรดกตกทอดมาจากลูกสาวเพื่อนสามีนะ”
“ที่ถามเพราะเห็นลูกสาวเธอตัวเล็กกว่าเจสซี่เยอะเลย คงใส่เสื้อผ้าต่อจากเจสซี่ได้ ถ้าเธอไม่ถือสานะ”
“ถือทำไมละ ฉันชอบของฟรี” ฉันพูดแล้วหัวเราะ
เธอเดินหายไปสักพักก็ยกลังออกมาวางสองลัง แล้วบอกฉัน "เลือกดูเลยนะชอบตัวไหนก็เอาไปเลย ซักหมดแล้วแต่เพื่อความมั่นใจเธอเอาไปซักอีกทีนะ”
“ทำไมมีเยอะจัง” ฉันมองลังเสื้อผ้า
“มันเยอะมาก เยอะเกินไป ไม่รู้จะพูดยังไงดี เอาเป็นว่าฉันไม่เคยซื้อเสื้อผ้าให้ลูกหรอกนะ”
ฉันมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“ลูกฉันใส่เสื้อผ้าพวกนี้ไม่ทันครบทุกตัวมันก็คับแล้ว ลูกไม่เคยใส่เสื้อผ้ามีรู ไม่เคยใส่เสื้อผ้าที่สั้นเต่อสักเซนติเมตร
เธอรู้มั๊ย? แค่เขาเห็นลูกฉันใส่เสื้อผ้าเก่าๆ หน่อยเดียว เขาก็ไปขนมาให้เป็นกองแล้ว” เธอพูดอย่างเต็มไปด้วยอารมณ์
ฉันจึงได้แต่มองหน้า สายตาของฉันคงเต็มไปด้วยความสงสัย เธอเลยพูดต่อยืดยาว
“ไม่ใช่สามีฉันหรอก ปู่กับย่าของลูกฉันโน่น ฉันทะเลาะกับเขาจนบ้านจะแตกแล้ว...เอ่อ ขอโทษนะที่พูดๆ บ่นๆ ให้เธอฟัง เราก็พึ่งรู้จักกันนะ” เธอชะงักและเงียบไปชั่วครู่
“อย่าถือสาฉันก็แล้วกัน ฉันก็แค่อารมณ์ขึ้นทุกครั้งที่เห็นกองเสื้อผ้าและของเล่นของลูกๆ เธอเห็นมั๊ยละ มันแทบจะไม่มีทางเดินอยู่แล้ว ฉันเก็บไปบริจาคให้บ้านเด็กกำพร้าเป็นลังๆ มันก็มาใหม่เป็นลังๆ เหมือนกัน”
ฉันไม่รู้จะพูดอะไรเลยเอ่ยปลอบใจ “ก็มีข้อดีนะ ที่เธอไม่ต้องเสียเงินซื้อของเอง”
“ดีอะไรละ ฉันไม่รู้ว่าเขาสองคนกำลังจะสอนอะไรหลาน สอนให้หลานฟุ่มเฟือย สอนให้หลานมีทุกอย่างโดยไม่เคยต้องเรียนรู้ที่จะอดทนรอ เธอรู้จักคำนี้มั๊ย? ดีเกินไปไงละ นี่แหละของแท้”
เธอพูดต่ออีกเจื้อยแจ้ว แต่ก็ไม่ได้ไร้สาระ
“บางทีความแตกต่างทางความคิด และวัฒนธรรมระหว่างเอเชียกับยุโรปนี่แหละคือปัญหาใหญ่ ฉันไม่รู้ว่าเธอคิดแบบหรือเปล่า..ฉันอยากเลี้ยงลูกแบบที่พ่อแม่ฉันเลี้ยงฉันมา ยามหนาวก็มีเสื้อผ้าอุ่นให้ลูกใส่ ยามร้อนก็มีเสื้อผ้าถูกฤดูกาล ยามหิวฉันก็มีให้ลูกกินถูกหลักโภชนาการ จำเป็นไหมที่ลูกฉันต้องดูดี ดูเริ่ดในสายตาคนอื่น จำเป็นมั๊ยที่ลูกฉันต้องได้ของเล่นครบทุกอย่างเหมือนที่คนอื่นเขามี...ลูกฉัน ฉันก็อยากสอนในแบบของฉัน” เธอจบประโยคยาวๆ นั้น ก่อนช่วยฉันเลือกเสื้อผ้า
ฉันเอ่ยปากถามเรื่องค่าเสื้อผ้าเพราะเกรงใจ
เธอส่ายหัวก่อนบอก “เอาไปเถอะปกติก็ยกให้เด็กข้างบ้านนี่แหละ แต่เขาย้ายไปแล้ว นี่เห็นทีต้องเอาไปบริจาคที่บ้านเด็กกำพร้าอีกหลายลัง”
เราคุยกันอีกพักใหญ่ๆ ฉันเอ่ยขอบคุณสำหรับเสื้อของลูกที่เลือกได้หลายตัว และกาแฟมื้อนั้น ตอนหิ้วของเดินลงบันไดตึก ฉันนึกถึงคำพูดของเธอแล้วอดค้านในใจไม่ได้ ความแตกต่างทางความคิด และวัฒนธรรมระหว่างเอเชียและยุโรปอาจไม่ใช่ข้อตัดสินในเรื่องนี้ ตัวปัญหาที่แท้จริงน่าจะเป็นความรักที่มากเกินไปจนกลายเป็นผู้ให้ที่ไร้ขอบเขตต่างหาก
พรุ่งนี้จะลองถามลูกดูว่าหลังอนุบาลเลิกอยากชวนเจสสิก้าไปเล่นด้วยที่บ้านหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้ฉันก็จะสนับสนุนให้ลูกเป็นเพื่อนกับเจสสิก้า ไม่ใช่เพราะหวังของฟรีจากแม่เจสสิก้าแต่อย่างใด แต่ฉันคิดว่าเจสสิก้าคงซึมซับคำสอนของแม่เธอมาบ้าง.....

 

โดย...แม่ลิง

 

กลับ

Add a comment