สิทธิและผลทางกฎหมายเนื่องจากการเสียชีวิต

(comments: 0)

สิทธิและผลทางกฎหมายเนื่องจากการเสียชีวิต
โดย อัญชัญ เฮียร์ลิ่ง

ด้วยอาชีพล่ามและนักแปล อีกทั้งเป็นอาสาสมัครมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ทำให้ดิฉันมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้คำแนะนำและให้การช่วยเหลือแก่ภรรยาคนไทยและสามีชาวเยอรมันตั้งแต่การสมรส การเกิด การหย่า การเจ็บและการตาย ซึ่งแทบทุกเรื่องจะมีกฎหมายและข้อบังคับเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในช่วงปีที่ผ่านมาดิฉันได้ให้ความช่วยเหลือแก่พี่ๆน้องๆชาวไทยหลายคนที่สามีเสียชีวิต และได้พบว่าปัญหาหลักของคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมนีคือ ยังไม่รู้ถึงระเบียบการและข้อมูลที่พึงรู้ โดยเฉพาะเรื่องของสิทธิและผลทางกฎหมายเมื่อมีการเสียชีวิตของคนใกล้ชิด ในฉบับนี้ดิฉันจึงขอหยิบยกเรื่อง”สิทธิและผลแห่งกฎหมายเนื่องจากการเสียชีวิต” มาเล่าสู่กัน เพื่อที่อย่างน้อยผู้อ่านก็จะมีความรู้ในเรื่องนี้ และจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น
การเตรียมตัวล่วงหน้าในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่(Vorsorge zu Lebzeiten)
เกิด แก่ เจ็บและตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนรู้ดีว่า ไม่มีใครหนีความตายพ้น หลายๆคนมีความคิดว่า เมื่อตนเองยังมีชีวิตอยู่ ยังสามารถจัดการสิ่งต่างๆได้ตามที่ตนต้องการ ก็ควรที่จะจัดการอะไรบางอย่าง เพื่อว่าเมื่อตนเองเสียชีวิตจะได้ไม่เป็นภาระแก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ สิ่งที่ควรจัดการคือ
1. พินัยกรรม(Testament)
พินัยกรรม คือ เอกสารแสดงเจตนา หรือคำสั่งครั้งสุดท้ายของผู้ทำพินัยกรรม เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สิน หรือกิจการของตนเอง หรืออาจสั่งการอื่นๆไว้ เช่น เรื่องผู้รับมรดก เพื่อที่จะให้เกิดผลบังคับตามกฎหมาย พินัยกรรมจะทำขึ้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ทำพินัยกรรม (ซึ่งมักจะเป็นเจ้าของมรดก) สามารถเขียนพินัยกรรมขึ้นมาด้วยตนเอง ซึ่งต้องเขียนด้วยลายมือของตนเอง ระบุสถานที่ที่เขียนฯ ลงวันที่ที่เขียนฯให้ชัดเจน อาจจะเก็บรักษาไว้เองหรือจะนำไปฝากเก็บไว้ที่ศาลชั้นต้น (Amtsgericht) ในเขตที่ผู้เขียนฯอาศัยอยู่ก็ได้  หรืออาจไปทำพินัยกรรมกับโนทาร์ (Notar) โดยระบุเจตนาของเจ้าของมรดก และเมื่อเจ้าของมรดกเสียชีวิต โนท่าร์ก็จะเป็นผู้ดำเนินการติดต่อทายาทผู้รับมรดก และติดต่อกับศาลจัดการมรดก (Nachlassgericht) เพื่อขอให้ออกหนังสือการเป็นทายาทรับมรดกให้แก่ทายาทฯ การทำพินัยกรรมกับโนทาร์ จะต้องเสียค่าธรรมเนียม จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินที่หักหนี้สินแล้ว
2. ทำสัญญามรดก(Erbvertrag)
สัญญามรดก คือ การทำสัญญาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินมรดกเมื่อผู้ทำเสียชีวิต เป็นเหมือนคำสั่งครั้งสุดท้ายในการจัดการเกี่ยวกับทรัพย์สิน และอื่นๆ คล้ายกับการทำพินัยกรรม สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ สัญญามรดกนั้นเป็นพันธะผูกพันระหว่างคู่สัญญา นั้นคือในขณะที่ทายาทตามพินัยกรรม ไม่มีสิทธิที่จะขัดแย้ง ในการยกเลิกหรือแก้ไข เพิ่มเติมพินัยกรรมแต่อย่างใด คู่สัญญาในสัญญามรดกมีสิทธิดังกล่าวนั่นคือ หากจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงใดๆที่ทำไว้ คู่สัญญาทั้งสองจะต้องลงความเห็นร่วมกัน
สัญญามรดก และพินัยกรรม จึงเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของการจัดการเกี่ยวกับมรดก หากว่าไม่ต้องการให้การสืบทอดมรดกเป็นไปตามกฎหมายกำหนด เจ้าของมรดกสามารถทำเป็นพินัยกรรมหรือสัญญาการสืบทอดมรดกก็ได้ การทำสัญญาฯดังกล่าวนี้เป็นการตกลงกันระหว่างเจ้าของมรดกกับผู้สืบทอดมรดกหรือผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วม ทั้งนี้เพื่อที่จะตกลงกันว่า การสืบทอดมรดกจะไม่เป็นไปตามกฎหมาย แต่จะเป็นไปตามข้อตกลงของคู่สัญญา ส่วนใหญ่แล้วการทำสัญญามรดกมักจะทำควบคู่ไปกับการทำสัญญาคู่สมรส(Ehevertrag)
3. ทำการมอบอำนาจให้ดำเนินการแทน (Vorsorgevollmacht)
การมอบอำนาจให้ดำเนินการแทนตามกฎหมายหมายเยอรมันสามารถกระทำได้โดยระบุกรณีและอำนาจหน้าที่ไว้ในใบมอบอำนาจอย่างชัดเจน  เพื่อที่ผู้รับมอบอำนาจจะได้เป็นผู้ตัดสินใจและดำเนินการแทนได้และสามารถตัดสินใจหรือกระทำการใดๆแทนได้ในกรณีที่ผู้มอบอำนาจป่วยหนัก  ช่วยตนเองไม่ได้ ส่วนใหญ่แล้วผู้รับมอบอำนาจมักจะเป็นบุคคลในครอบครัวหรือญาติสนิทที่ไว้วางใจได้
4. การเตรียมตัวในเรื่องการทำพิธีศพ(Bestattungsvorsorge)
การเตรียมตัวนี้มักจะเป็นการเตรียมตัวในเรื่องค่าใช้จ่ายและการจัดพิธี  ตามมาตรา 1968 แห่งประมวลกฎหมายแพ่ง ทายาทผู้รับมรดกมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีศพ รวมถึงการดูแลรักษาหลุมฝังศพด้วย หากมีการตระเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า ผู้ที่อยู่ภายหลัง(Hinterblieben) หมายถึง ทายาทโดยธรรม อันมีสามี/ภรรยา/บุตรและญาติพี่น้องที่ยังมีชีวิตอยู่ จะได้ทราบถึงความต้องการของผู้ตาย ก็จะดำเนินการไปตามความประสงค์ของผู้ตายที่ระบุไว้
เมื่อคนในครอบครัวเสียชีวิต ต้องไปติดต่อหน่วยงานใดบ้าง
สิ่งที่ควรทราบและคำนึงถึงคือ
ก) ใบแจ้งการตาย(Totenschein)
เมื่อสามีป่วยหนัก ไม่มีโอกาสรักษาให้หายขาดจากโรคได้ ต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยายบาล หากเกิดเสียชีวิตขึ้น
ในกรณีนี้ทางโรงพยาบาลที่รักษาสามีจะเป็นผู้ออกใบแจ้งการตาย (Totenschein)ให้  หลังจากนั้นภรรยาก็สามารถแจ้งให้กับสำนักทะเบียนทราบ เพื่อขอให้ออกใบมรณบัตร (Sterbeurkunde) ให้ ปัจจุบันนี้บริษัทที่รับจัดการพิธีศพ-Bestattungsinstitut-จะรับดำเนินการให้หมด ซึ่งจะมีการเรียกค่าบริการในกรณีดังกล่าวด้วย
ในกรณีที่สามีตายโดยฉับพลัน เช่น โดยอุบัติเหตุ หัวใจวาย หรือตายโดยไม่ทราบสาเหตุ  เป็นต้น ในกรณีเช่นนี้ จะต้องมีการชันสูตรฯโดยตำรวจ และต้องผ่านการพิจารณาโดยอัยการ (Staatsanwaltschaft) และผู้พิพากษา(Richter) โดยมีแพทย์เป็นผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า เป็นการตายแบบปกติธรรมดา(natürlicher Tod) หรือเป็นการตายแบบไม่ปกติธรรมดาหรือสรุปหาสาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้ (unnatürlicher oder ungeklärter Tod) ในกรณีหลังนี้อาจจะใช้เวลานานถึง 14 วัน  เมื่อสรุปสาเหตุของการตายได้แล้ว  ทางอัยการก็จะออกหนังสือให้เพื่อทำใบแจ้งการตาย  หลังจากนั้นจึงไปติดต่อกับสำนักทะเบียนเพื่อขอใบมรณบัตรได้
ข)ใบมรณบัตร(Sterbeurkunde)
หน่วยงานที่ออกใบมรณบัตรคือ สำนักทะเบียน(Standesamt) ณ เมืองที่ผู้ตายเสียชีวิต ในกรณีที่มีการตายในเครื่องบิน บนเรือหรือในระหว่างการเดินทางโดยรถไฟ ก็ถือว่าเป็นกรณีที่ต้องมีการพิจารณาเป็นพิเศษว่า จะให้มีการออกใบแจ้งการตายและจะออกใบมรณบัตรอย่างไร
ค) ติดต่อกับบริษัทที่รับจัดการทำพิธีศพ (Bestattungsinstitut)
ปัจจุบันนี้บริษัทที่รับจัดการพิธีศพจะเสนอบริการในเรื่องที่ต้องติดต่อกับโบสถ์และส่วนราชการเยอรมันให้ เพื่อที่ญาติของผู้ตายจะได้ไม่ต้องวุ่นวายในเรื่องของเอกสารต่างๆ เมื่อได้รับใบมรณบัตรแล้ว จึงสามารถเริ่มดำเนินการและนัดหมายวันที่จะทำพิธีฝังศพหรือเผาศพ ซึ่งต้องตกลงกับบริษัทรับจัดพิธีฯได้โดยตรง
ง)แจ้งให้หน่วยงานต่างๆทราบ(Benachrichtigen)
เมื่อมีการเสียชีวิต จักต้องมีการแจ้งแก่หน่วยงานต่างๆที่ภาระเกี่ยวข้องทราบ การแจ้งหน่วยงานเหล่านี้ญาติจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง  เช่น แจ้งให้บริษัทที่ผู้ตายทำงานอยู่  ธนาคาร  สำนักประกันสุขภาพ สำนักประกันสวัสดิการเบี้ยบำนาญสะสม ประกันชีวิต  เจ้าของบ้านเช่า ไฟฟ้า โทรศัพท์ เป็นต้น  ในการแจ้งจำเป็นจะต้องมีใบมรณบัตรไปแสดงทุกครั้ง จึงขอแนะนำให้ขอคัดสำเนาใบมรณบัตรสัก 5 ฉบับและให้สำนักทะเบียนประทับตรารับรองความถูกต้อง  นอกจากนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมเอกสารสำคัญอื่นๆด้วย เช่น ใบสำคัญการสมรส  ใบแจ้งที่อยู่อาศัย  หนังสือเดินทางของผู้ติดต่อและของผู้ตาย เป็นต้น   ประกันชีวิต (Lebensversicherung) อาจจะขอหนังสือสำคัญการชันสูตรศพ (Obduktion)เป็นหลักฐานเพิ่มเติม  ซึ่งสามารถขอได้จากอัยการ (Staatsanwaltschaft) หากผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ก็ต้องติดต่อกับศาลจัดการมรดก (Nachlassgericht) ซึ่งเป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของศาลชั้นต้น(Amtsgericht)
ในกรณีที่ผู้ตายมีเงินในบัญชีธนาคารหนึ่งมากกว่า 2,500 ยูโร ธนาคารนั้นมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้แก่กรรมสรรพกร(Finanzamt) ทราบ เพื่อจะนำไปลงรายการมรดก เพื่อแสดงการเสียภาษีมรดกต่อไป
จ) ติดต่อศาลจัดการมรดก(Nachlassgericht) เพื่อขอหนังสำคัญการเป็นผู้รับมรดก หรือขอสละสิทธิในมรดก
ตามกฎหมายเยอรมัน เมื่อมีการตาย ก็จะมีทายาทผู้รับมรดก  ซึ่งหมายถึง ผู้ที่จะได้รับทรัพย์สินที่มีอยู่ รวมทั้งหนี้สินของผู้ตายทั้งหมด ผู้ที่จะเป็นทายาทรับมรดกตามกฎหมายหรือตามพินัยกรรม จะต้องมีหนังสือสำคัญการเป็นผู้รับมรดก(Erbschein)  หนังสือนี้สามารถติดต่อขอได้ที่ ศาลจัดการมรดก (Nachlassgericht) ซึ่งเป็นหน่วยงานของศาลชั้นต้น (Amtsgericht) ที่ดำเนินการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิต และเป็นผู้ออกหนังสือสำคัญการรับมรดก(Erbschein)  และหากว่าผู้ตายมีหนี้สินมากมาย คำนวนหักกรบลบหนี้กับสมบัติแล้ว ยังไม่พอใช้หนี้ ทายาทอาจขอทำเรื่องสละสิทธิในการรับมรดก นั่นคือไม่ขอรับหนี้สินนั้น และแน่นอนว่าก็จะไม่ได้มรดกที่อาจมีหลงเหลืออยู่บ้าง
จะเกิดอะไรขึ้นกับบ้านพักที่เช่าอาศัยอยู่
ตามสิทธิการเช่าที่พักอาศัย(Mietrecht) สัญญาเช่าไม่ได้ยุติลงไปกับการตายของผู้เช่า หมายความว่า ทายาทผู้รับมรดกจะตกเป็นผู้เช่า และการบอกเลิกสัญญาเช่าจะเป็นไปตามเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาเช่า  หากทายาทผู้รับมรดกไม่ประสงค์จะเป็นผู้เช่าต่อไป ก็สามารถขอยกเลิกการเช่านั้นได้ภายในเวลา 1 เดือน นับตั้งแต่วันที่ผู้เช่าเสียชีวิต  หากไม่กระทำการยกเลิกสัญญาเช่า ก็จะถือว่า ทายาทผู้รับมรดกเป็นผู้เช่าต่อไป

การแจ้งการตายของบุคคลสัญชาติไทยในต่างประเทศ
หากบุคคลสัญชาติไทยเสียชีวิตในประเทศเยอรมนี ญาติพี่น้องหรือเพื่อนควรมาแจ้งการเสียชีวิตของบุคคลนั้น ๆ ที่สถานกงสุลใหญ่ ฯ โดยสถานกงสุลใหญ่ ฯ จะออกมรณบัตรไทยให้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด และนำแจ้งการเสียชีวิตต่อหน่วยงานราชการไทยที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป
สามารถมายื่นคำร้องแจ้งการเสียชีวิตด้วยตัวเองหรือทางไปรษณีย์ได้ และยื่นคำร้องพร้อมเอกสารและข้อมูลต่อไปนี้
-หนังสือรับรองการตายที่บ่งสาเหตุการตายอย่างชัดเจน
-มรณบัตรเยอรมันตัวจริง 1 ฉบับ
-หนังสือเดินทางตัวจริงของผู้ตาย
-สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือสำเนาทะเบียนบ้าน 1 ชุด
-ชื่อตัวและนามสกุลของบิดามารดาผู้ตาย
-อาชีพของผู้ตาย
-สถานที่อยู่ก่อนตาย
-สถานที่ตาย และระยะเวลาที่อยู่ในสถานที่ตาย
-วิธีจัดการศพ (เก็บ เผา ฝัง หรือ อื่น ๆ) และสถานที่ฌาปณกิจศพ
-ซองเปล่าติดแสตมป์ 4 ยูโร (ลงทะเบียน)
-หากต้องการหนังสือรับรองนำอัฐิกลับประเทศไทย ให้แนบค่าธรรมเนียมหนังสือรับรอง ฯ มาด้วย 15 ยูโร (ส่งเป็นเงินสดเท่านั้น)
หากท่านต้องการนำอัฐิของผู้ตายไปประกอบพิธีทางศาสนาที่ประเทศไทย ท่านต้องยื่นขอหนังสือรับรองนำอัฐิกลับประเทศไทยที่สถานกงสุลใหญ่ ฯ ด้วย โดยต้องเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 15 ยูโร อนึ่ง หนังสือรับรองนี้โดยปกติแล้วจะออกพร้อมกับมรณบัตรไทย  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร: 069-69 86 8 215  แฟกซ์: 069-69 86 8 228  อีเมล์: legal2@thaikonfrankfurt.de
หรือติดต่อสอบถามได้กับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน 030-794810
ข้อมูลจาก https://www.thaikonfrankfurt.de/de/todesanzeige.html

สุดท้ายนี้ดิฉันขอแนะนำเพิื่มเติมว่า นอกจากผู้อ่านจะรู้จักชื่อเล่นของเพื่อนๆ เช่น  หนิง น้อง หน่อย นก ฯลฯ  ก็ควรจะรู้จักชื่อตัวและนามสกุลไว้ด้วยนะคะ  อาจจะมีวันใดวันหนึ่งที่คุณอาจจะต้องติดต่อส่วนราชการให้แก่เพื่อนหรือคนรู้จักคนไทยที่อาศัยอยู่ในต่างแดน จะได้หาและรับข้อมูลได้ง่ายขึ้นค่ะ

กลับ

Add a comment