มาตั้งชื่องานให้ตรงกับกิจกรรมกันเถอะ

(comments: 0)

มาตั้งชื่องานให้ตรงกับกิจกรรมกันเถอะ

 อ. สุรีรัตน์ ณิชาพัฒน์

ช่วงเดือนสองเดือนมานี้ผู้เขียนเห็นข่าวประชาสัมพันธ์ให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนีเข้าร่วมงานต่าง ๆ อยู่เสมอ มีทั้งเชิญชวนให้ไปเข้าร่วม “อบรม” “สัมมนา” “ฟังบรรยาย” จนไปถึง “สัมมนาเชิงปฏิบัติฝึกอบรม” (งานสุดท้ายนี้เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก) ผู้เขียนคิดว่าช่วงเวลานี้หลายคนคงไม่มีเวลาว่างเป็นแน่เพราะบางคนต้องเข้าร่วมงานโดยเป็นทั้งผู้จัดและผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย ในขณะเดียวกันก็ทำให้ผู้เขียนเห็นว่าปัจจุบันนี้เราจัดงานโดยตั้งชื่อกิจกรรมที่ค่อนข้างหลากหลายมากกว่าสมัยก่อนมากจนบางครั้งก็นึกสงสัยว่าผู้จัดตั้งชื่องานตามลักษณะกิจกรรมหรือตั้งชื่อ “ตาม ๆ กันไป” เนื่องจากผู้เขียนเคยสมัครเข้าร่วม “การอบรมเชิงปฏิบัติการ” แต่กลับพบว่าต้องไปนั่งฟังสัมมนาเท่านั้นไม่ได้มีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมงานได้ “ปฏิบัติ” เลย แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าชื่องานที่จะจัดหรืองานที่เราสนใจสมัครเข้าร่วมนั้นมีลักษณะกิจกรรมเป็นอย่างไรกันแน่

ชื่องานที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ผู้เขียนได้รวบรวมมาจากตัวอย่างชื่องานที่จัดขึ้นในช่วงหลายปีมานี้ แบ่งตามวัตถุประสงค์ของงานและการมีส่วนร่วมของผู้เข้าร่วมงานได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่

1. งานที่เน้นการให้ความรู้แก่ผู้ฟังเป็นหลัก ผู้จัดงานจะเชิญผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญในเรื่องนั้น ๆ มาบรรยายความรู้แก่ผู้ฟังเป็นหลัก สิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานจะได้รับก็คือความรู้จากการฟังโดยอาจจะมีคำถามหรือการขอให้ผู้บรรยายช่วยหาทางแก้ปัญหาในเรื่องที่กำลังประสบอยู่ งานลักษณะนี้ผู้จัดงานอาจตั้งชื่องานว่า

การบรรยาย” “การอบรม” เช่น การบรรยายเรื่องรามเกียรติ์กับสังคมไทย การอบรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงชีพรอด

2. งานที่เน้นการให้ความรู้และฝึกปฏิบัติ ข้อแตกต่างระหว่างข้อ 1 กับข้อ 2 ก็คืองานในข้อ 1 นั้นเน้นที่ผู้เข้าร่วมงานฟังการบรรยายเป็นหลัก ส่วนข้อ 2 ผู้เข้าร่วมงานจะมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานในฐานะผู้ฟังความรู้และนำความรู้ที่ได้รับมาปฏิบัติ ผู้เข้าร่วมงานจะต้องทำกิจกรรมเดี่ยวหรือกลุ่มตามที่ได้รับมอบหมายเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนสามารถนำความรู้ที่ได้รับจากงานนี้มาปฏิบัติได้จริง บางครั้งผู้จัดอาจกำหนดให้ผู้เข้าร่วมงานได้มีโอกาสนำเสนอผลงานด้วยเพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานคนอื่นได้เห็นตัวอย่างที่หลากหลาย ชื่องานในข้อ 2 นี้มักจะมีคำว่า “ฝึก” หรือ “ปฏิบัติการ” ร่วมอยู่ด้วย เช่น การฝึกอบรมทำน้ำปรุงไทย การฝึกอบรมหลักสูตรขนมอบนานาชาติ การอบรมเชิงปฏิบัติการ “การปลูกผักโดยไม่ใช้ดิน (Hydroponics) ด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ การอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการสอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติ

ตัวอย่างการจัดงานดังกล่าวจะเห็นได้ว่าสิ่งที่ผู้เข้าร่วมงานจะต้องปฏิบัติก็คือเมื่อได้รับความรู้ที่ผู้เชี่ยวชาญบรรยายแล้วจะต้องลงมือทำตามที่ได้รับความรู้มาหรือสามารถปฏิบัติตามโจทย์ที่ได้รับได้ เช่น ต้องทำน้ำปรุงของไทย ทำขนมอบนานาชาติ ลงมือปลูกผักโดยไม่ใช้ดินได้ และสามารถสร้างบทเรียนการสอนภาษาไทยแก่ชาวต่างชาติตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้เชี่ยวชาญได้

3. งานที่เน้นการแสดงความคิดเห็นเป็นหลัก งานในลักษณะนี้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เสนอแนะความคิดเห็น และหาข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะจากหัวข้อที่กำหนด ทั้งนี้ความคิดเห็นที่เสนอในงานนั้นผู้เข้าร่วมงานจะเห็นด้วยหรือนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ชื่องานในข้อ 3 นี้ ได้แก่ 1) การอภิปราย 2) สัมมนา และ 3) เสวนา (สัมมนาและเสวนาเป็นคำนามไม่จำเป็นต้องมี “การ” นำหน้า) พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.. 2554 ให้นิยามของคำทั้งสามคำไว้ดังนี้

อภิปราย ก. พูดชี้แจงแสดงความคิดเห็น (. อภิปฺราย)

สัมมนา น. การประชุมแบบหนึ่งซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นและหาข้อสรุปหรือข้อเสนอแนะในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผลสรุปที่ได้ถือว่าเป็นเพียงข้อเสนอแนะ ผู้เกี่ยวข้องจะนำไปปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ (.seminar)

เสวะ-] . การสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน เช่น กลุ่มวรรณกรรมจัดเสวนาเรื่องสุนทรภู่ (.)

จะเห็นได้ว่าทั้งสามคำมีลักษณะร่วมกันคือเป็นการพูดเพื่อแสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ความแตกต่างของงานทั้งสามนี้ รศ.ดร.มณีปิ่น พรหมสุทธิรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดีไทยได้อธิบายไว้ว่า

งานอภิปราย” ผู้จัดงานจะกำหนดหัวข้อเรื่องและเชิญผู้ทรงคุณวุฒิมากกว่า 1 คนมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว งานอภิปรายจะมีลักษณะที่เป็นทางการมาก ส่วน “สัมมนา” นั้นหัวข้อที่กำหนดอาจเป็นการนำเสนอผลการค้นคว้าทางวิชาการหรือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ความคิดเห็นในงานสัมมนาจะแตกต่างและหลากหลายมาก เช่น สัมมนาเรื่องสุนทรภู่ครูกวีของไทย ผู้ร่วมสัมมนาอาจนำเสนอหัวข้อที่ตนศึกษาค้นคว้ามา เช่น คนที่ 1 นำเสนอเรื่องนิราศสุนทรภู่ คนที่ 2 นำเสนอเรื่องชีวิตและงานสุนทรภู่ และคนที่ 3 นำเสนอเรื่องโลกทัศน์ของไทยในวรรณกรรมสุนทรภู่ ในขณะที่ “เสวนา” จะมีลักษณะที่ไม่เป็นทางการซึ่งต่างกับสองงานแรกกล่าวคือ เสวนาเพียงเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องที่ไม่เป็นทางการนัก ผู้ร่วมเสวนาเหมือนมาเล่าประสบการณ์และมาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามหัวข้อที่กำหนด เช่น งานเสวนานักเขียน

นอกเหนือจากงาน 3 ลักษณะข้างต้นแล้วยังมีงานอีกลักษณะหนึ่งชื่อว่า “งานประชุม” งานประชุมนั้นเป็นงานที่คนจำนวนมากมาร่วมกันเพื่อจุดประสงค์เฉพาะ ส่วนใหญ่จะเป็นงานขนาดใหญ่ เช่น งานประชุมทางวิชาการซึ่งมีคนมาร่วมนำเสนอผลงานจำนวนมากและมีหัวข้อที่หลากหลาย นอกจากนี้ยังต้องกำหนดวาระการประชุมที่ชัดเจนด้วย

ผู้เขียนเชื่อว่าหลังจากอ่านบทความนี้แล้วผู้จัดงานจะไม่ต้องปวดหัวกับการตั้งชื่องานให้ตรงกับวัตถุประสงค์และลักษณะกิจกรรม ในขณะที่ผู้เข้าร่วมงานก็จะเลือกเข้าร่วมกิจกรรมได้ตามความต้องการของตนเองด้วย

 

กลับ

Add a comment