เลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์ในแบบฉบับของตนเอง

(comments: 0)

เลี้ยงลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์ในแบบฉบับของตนเอง

โดย โยทะกา

 

ฉบับนี้นิตยสารดีตั้งชื่อว่า Creative โยทะกาก็เลยต้องคิดหาเรื่องที่ (คิดว่า) มันสร้างสรรค์มาเขียน ที่นึกได้คือ เลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ แต่ควรเลี้ยงอย่างไรล่ะจึงจะเรียกว่าสร้างสรรค์ ลองไปถามความคิดเห็นของพ่อ-ลูกว่า คำว่า เลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์คือเลี้ยงอย่างไร? คนพ่อเขาว่า “ง่ายมาก..สอนลูกให้ดื่มเบียร์ไง ลูกจะได้ดื่มเป็น ไม่โดนเพื่อนมอมเบียร์” ส่วนคนลูกบอกว่า “ให้ลูกใช้ไอแพดแบบ non-stopไงแม่..ลูกชอบแน่นอน” สรุปว่าไม่ควรไปถามทั้งพ่อและลูก เพราะมีความคิดสร้างสรรค์มากเกินพอด้วยกันทั้งคู่

สำหรับแม่ ๆ ที่พกตำราเลี้ยงลูกหรือเป็นสาวกบทความเลี้ยงลูกต่าง ๆ ก็คงจะคุ้นเคยกับคำแนะนำในการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ดี เช่น
1. เปิดโอกาสให้ลูกได้คิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง

2. กระตุ้นการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ

3. ฝึกให้ลูกมองอุปสรรคเป็นโอกาส

4. ฝึกสร้างสรรค์จากสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว

5. ให้ลูกอ่านหนังสือที่ตัวเองชอบ

6. ตอบคำถามลูกให้ได้ประโยชน์สูงสุด

7. ฝึกลูกให้รู้จักตั้งเป้าหมาย

8. ไม่คาดหวังกับลูกมากเกินไป

ฯลฯ

หลายครั้งที่โยทะกาอ่านเจอข้อเขียนและคำแนะนำ ที่แนะนำไปตามมาตรฐานสังคม หรือพ่อแม่ใช้มาตรฐานของคนอื่นเป็นตัววัดความคิดสร้างสรรค์ของลูก เช่น การใช้สื่อสำเร็จรูปให้ลูกเกิดความคิดสร้างสรรค์ เพราะเชื่อตามกันว่าสื่อนั้น ๆ ดี ลูกเกิดความคิดสร้างสรรค์อย่างที่พ่อแม่หวัง แต่ลูกก็ไม่ได้คิดเอง ลูกสร้างสรรค์ตามแบบที่คนอื่นคิดไว้แล้ว แล้วลูกเราได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ต่อยอดอะไรใหม่ ๆ เพิ่มเติมหรือไม่

ที่โยทะกากล่าวถึงข้างต้นนั้นไม่ได้หมายถึงว่าสื่อสำเร็จรูปไม่ดี หรือมาตรฐานสังคมไม่ดี แต่สุดท้ายแล้วคงต้องกลับมาคิดทบทวนว่า แล้วมาตฐานความคิดสร้างสรรค์ของเราคืออะไร เลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ตามมาตรฐานของเราได้หรือไม่ ความคิดสร้างสรรค์ต้องมีมาตรฐานด้วยหรือ ยกตัวอย่างหนึ่ง มีแม่คนหนึ่งขนซื้อของเล่นประเภทช่วยให้ลูกมีความคิด “สร้างสรรค์” ทั้งบ้านเต็มไปด้วยของเล่นประเภทนี้ แม่ภูมิอกภูมิใจที่ลูกเล่นของเล่นเหล่านั้นในบ้านได้เป็นเวลานาน ๆ และมักชื่นชมที่ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ อาทิ ต่อตัวต่อตามที่เขากำหนดมาได้, เล่นทำอาหารจากเครื่องครัวน้อย ๆ , เล่นบ้านตุ๊กตา ฯลฯ

วันหนึ่งโยทะกามีโอกาสได้ดูแลเด็กคนนี้หนึ่งวันเต็ม เราพากันไปเที่ยวนอกบ้านและพากันเล่นที่สนามเด็กเล่น ชวนกันสร้างบ้านจากใบไม้ กิ่งไม้ เด็กบอกว่าต้องกลับไปเอาของเล่นที่บ้านก่อน เราจะต้องไปเอาของเล่นมาเล่นถึงจะสนุก เพราะใบไม้ใช้ทำอะไรไม่ได้ กิ่งไม้ก็ทำอะไรไม่ได้ ถ้าไม่มีตุ๊กตา ไม่มีเครื่องครัว ไม่มีโรงรถ มันจะเป็นบ้านไม่ได้ ถ้าแบบนั้นมันไม่ใช่ของเล่น มันน่าเบื่อ และไม่ถูกต้อง เด็กคอยวนเวียนอยู่ใกล้เราโดยไม่เล่นของเล่นอื่น ๆ เลย

โยทะกานึกไปถึงเด็กอีกคนในวัยไล่เลี่ยกัน ที่โยทะกาเคยดูแล เด็กคนนั้นถือตุ๊กตาพลาสติกตัวโปรดติดตัวไปทุกที่ ในสนามเด็กเล่น เด็กคนนั้นเดินหากิ่งไม้มาสร้างบ้านให้ตุ๊กตา เริ่มเอากิ่งไม้วางบนพื้นกั้นเป็นห้องต่าง ๆ ไล่ไปตั้งแต่ครัว ห้องน้ำ ห้องนอน เด็กเล่นอยู่เช่นนั้นนานหลายชั่วโมง ก่อนจะเปลี่ยนไปเล่นชิงช้า และของเล่นอื่น

ความแตกต่างของเด็กสองคนข้างต้น น่าจะมาจากต้นแบบที่เด็ก ๆ ได้เห็นได้เรียนรู้ แม้ว่าสิ่งที่โยทะกาได้สัมผัสจะไม่สามารถนำมาวัดความคิดสร้างสรรค์ในปัจจุบันและอนาคตของเด็กทั้งคู่ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือความคิดในกรอบ และความคิดนอกกรอบของเด็กทั้งคู่ ซึ่งสามารถที่จะพัฒนาเด็กไปในทิศทางที่แตกต่างกันได้

การฝึกลูกให้มีความคิดสร้างสรรค์ด้วยคำสอนของพ่อแม่ที่มาจากวิถีชีวิตของพ่อแม่เอง ลูกจะได้รับแบบอย่าง บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่จะมาส่งเสริมแนวคิดของลูก โดยที่บางอย่างไม่ต้องสอนด้วยซ้ำ ดังคำที่ว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด”

อีกอย่างหนึ่งที่อยากพูดถึงคือ ความคาดหวังในความคิดสร้างสรรค์ของลูก พ่อแม่อาจจะมีความคาดหวังในตัวลูกอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ไม่คาดหวังเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง แต่ต้องเรียนรู้ที่จะคาดหวังแต่พอดี

เรื่องของความคาดหวัง โยทะกามีตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับตนเองมาเล่าให้ฟัง เนื่องจากลูกของโยทะกานั้นเป็นเด็กที่ชอบอ่านหนังสือมาก แต่หนังสือที่ลูกเลือกมาอ่านไม่ตรงจริตของแม่เท่าใดนัก แม่จึงสรรหาหนังสือที่แม่คิดว่าดี มาวางไว้ให้ลูกอ่าน ไม่ว่าจะเป็นวรรรณกรรมเยาวชน วรรณกรรมคลาสสิคต่าง ๆ คาดหวังว่าสักวันลูกต้องหยิบมาอ่าน แต่ลูกก็ไม่เคยแตะต้องเลย จนอดรนทนไม่ได้ วันหนึ่งโยทะกาจึงถามลูกว่าทำไมจึงเลือกอ่านหนังสือประเภทเดียว หนังสือที่แม่เลือกมาให้เป็นหนังสือดี ๆ ทั้งนั้น ทำไมจึงไม่เคยหยิบมาอ่านเลย ลูกตอบว่า “หนังสือแต่ละเล่มมีดีแต่ละอย่าง ได้เรียนรู้แต่ละอย่าง และจงชอบอย่างที่เราชอบ จงรู้สึกอย่างที่เรารู้สึก อย่าชอบอย่างที่ใครมาบอกให้เราชอบ”

พอฟังคำตอบเสร็จก็ทำให้ตนเองฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เรากำลังคาดหวัง ก้าวก่ายและจำกัดความคิดของลูกมากเกินไปหรือเปล่า อย่างน้อยการอ่านก็ดีกว่าการก้มหน้าอยู่กับอุปกรณ์สื่อสาร เกม หรือการแช็ตกับเพื่อน นับตั้งแต่วันนั้นโยทะกาได้แต่แอบดูหนังสือที่ลูกอ่านอยู่ห่าง ๆ ไม่ไปยุ่งกับเขา บางทีลูกก็จะเอารายชื่อหนังสือมาฝากให้แม่ซื้อให้จากร้านหนังสือมือสอง ถ้าหากว่าหาจากห้องสมุดแล้วไม่มี

บอกตนเองว่าตอนลูกยังเล็ก ๆ ลูกต้องการการควบคุม ชี้แนะ นำทาง อะไรดีอะไรไม่ดี อะไรถูกอะไรผิด อะไรควรทำไม่ควรทำ ความคิดต่าง ๆ ที่ลูกได้รับในวัยเยาว์จึงสำคัญยิ่งนัก เมื่อลูกเติบใหญ่ลูกต้องการเสรีภาพ ต้องการพื้นที่ การจำกัดกรอบผิดเวลาก็อาจจะสร้างความขัดแย้ง และเป็นการจำกัดความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นกัน

 

กลับ

Add a comment