เมื่อความสุขขยายไปตามวัย...จะทำอย่างไรให้เขามีความสุข

(comments: 0)

มื่อความสุขขยายไปตามวัย...จะทำอย่างไรให้เขามีความสุข

โยทะกา

ความสุขของเด็ก ๆ เกิดขึ้นได้ง่าย แต่คนที่เป็นผู้ใหญ่มีความสุขยาก” คำพูดนี้มาจากปู่ที่กำลังปลอบใจหลานสาว ผู้เป็นหลานซึ่งเพิ่งจะทะเลาะกับพ่อเพราะอยากไปเรียนชกมวยไทย แต่พ่อห้ามไม่ให้ไปเรียน คนเป็นลูกเขาให้เหตุผลว่า มวยไทยเป็นกีฬา เป็นวิชาป้องกันตัว ไปเรียนแล้วต้องสนุกแน่นอน มันจะเกิดอันตรายได้อย่างไรส่วนผู้เป็นพ่อบอกว่า เวลาดูมวยไทยเห็นเขาเตะก้านคอทีเดียว คนถูกเตะก็ลงไปกองกับพื้นแล้ว..นั่นแหละอันตรายที่สุดเลย ผู้ที่ไม่เข้าข้างฝั่งไหนยืนฟัง แล้วก็ไม่แน่ใจนักว่า ผู้เป็นพ่อเกรงลูกจะโดนเตะก้านคอหรือเกรงว่า ลูกจะไปเตะก้านคอคนอื่นกันแน่

คำถามที่ผู้เป็นหลานถามปู่คือ “ทำไมผู้ใหญ่ชอบขัดขวางความสุขของเด็ก..ทำไมไม่อนุญาตให้เด็กทำในสิ่งที่เด็กอยากจะทำ” ปู่กับหลานเขาปิดประตูคุยกันสองคน จึงไม่ได้ยินบทสนทนาทั้งหมด ได้ยินแต่เสียงตอบแว่ว ๆ มาว่า “เมื่อก่อนตอนพ่อของหนูอายุเท่าหนูก็ทะเลาะกันกับปู่บ่อย บ่อยกว่าหนูทะเลาะกับพ่อของหนูเสียอีก เพราะเขาก็เคยบอกว่า ปู่ขัดขวางความสุขของเขาทุกเรื่อง” การเจรจาเรื่องพ่อแม่ขัดขวางความสุขนี้ ไม่รู้ว่า ผู้เป็นปู่ใช้วาทศิลป์อย่างไร แต่ดูเหมือนว่า คนเป็นหลานจะเงียบสงบลงและกลับมานั่งคุยกับพ่อแม่ปกติ เหมือนไม่ได้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่มีตัวช่วยมาประสานให้เกิดความ(สงบ)สุข ทั้งฝ่ายน้ำเงินและฝ่ายแดง

นึกถึงตอนลูกยังเล็ก ๆ ความสุขของเขาก็เล็ก ๆ ทำอะไรที่ตนเองสนุกก็คือความสุข ได้กินอิ่ม นอนหลับเต็มที่ หัวเราะกับเพื่อนเล่น ของเล่น สัตว์ต่าง ๆ ผู้คนและตนเอง ความสุขของเด็กนั้นไม่ซับซ้อน ความทุกข์ของเขาก็ไม่ซับซ้อนเช่นกัน ร้องไห้เมื่อรู้สึกทุกข์จากความเจ็บปวด หิว ง่วง ร้อน หนาว เขาสามารถแสดงอารมณ์ออกมาอย่างที่ตนรู้สึก

ตอนลูกอายุประมาณ 2-3 ขวบ เขาวิ่งเล่นอยู่ในสวนท่ามกลางหิมะ ปั้นตุ๊กตาหิมะ นอนกลิ้งบนหิมะ สักพักก็ลุกขึ้นวิ่ง อ้าปากไล่งับหิมะที่โปรยปรายลงมา กว่าแม่จะเรียกเข้าบ้านได้ แก้มและจมูกก็แดงแจ๋ ปากสั่น หน้าเย็นเฉียบ วันนั้นลูกกินอาหารมื้อเย็นยังไม่ทันเสร็จก็หลับคาโต๊ะกินข้าว พ่อต้องอุ้มไปนอนทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้แปรงฟัน คืนนั้นเขาหลับสนิท แถมยังละเมอหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจกับอะไรสักอย่าง

เมื่อเติบใหญ่มา (ยังไม่ใหญ่เท่าไหร่ เขาก็คิดว่า เขาใหญ่มากแล้ว) อย่าได้คิดชวนเขาไปเดินเล่นตอนหิมะตกทีเดียวเชียว เพราะเขาจะตอบว่า มีแต่เด็ก ๆ เท่านั้นแหละที่ไปเดินตอนหิมะตก ไปเล่นข้างนอกตอนหิมะตกน่าเบื่อและหนาวจะตาย แถมด้วยเหตุผลอีกสารพัดที่บอกว่า อันโน้นไม่ดี อันนี้ไม่สนุก ความสนุกที่ตนเองเคยทำตอนเล็ก ๆ นั้น เขาลืมไปหมดแล้ว

ความสุขของเด็กขยายใหญ่ไปตามวัยและประสบการณ์ เมื่อเขาเติบโตขึ้นเขาก็อยากจะทำอะไรที่เขาคิดว่า มีความสุขในแบบของเขา สิ่งที่เขาทำแล้วมีความสุขนั้น อาจจะขวางหู ขัดตา ขัดใจพ่อแม่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขของวัยทีน อาทิ เปิดเพลงดังสนั่น แถมยังเป็นเพลงฮิปฮอปชวนปวดหัว การคุยโทรศัพท์กับเพื่อนที่นานจนพ่อแม่เกรงว่า สายโทรศัพท์จะไหม้ การออกไปดูหนังกับเพื่อน หรือการออกไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนที่เขาเรียกว่า แฮงเอ้าท์ (hangout) ฯลฯ

เด็กวัยรุ่นหลายคนอาจจะเข้าใจว่า ความสุขคือการได้ครอบครองสิ่งของ ได้อวด ได้โชว์ ได้ทำตามใจอย่างที่ตนต้องการ สิ่งเหล่านี้หากเราห้ามหรือตักเตือนก็กลายเป็นว่า “ขัดขวางความสุข” หากยอมตามตลอดก็อาจจะกลายเป็นความเคยตัว เมื่อได้รับการปฎิเสธเพียงครั้งเดียวก็กลายเป็นต้นเหตุของเรื่องราวดราม่า

การสอนให้วัยทีนเข้าใจว่า ความสุขคืออะไร และคนเราจะมีความสุขได้อย่างไร บางครั้งก็ไม่สามารถสอนเขาได้ด้วยคำพูด แต่อาจต้องสอนด้วยการกระทำ การแสดงออกในครอบครัว ความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดี รวมไปถึงวิธีการแก้ปัญหาต่าง ๆ ในครอบครัว จะสอนเขาให้เรียนรู้และซึมซับเรื่องของความสุขได้ดีที่สุด

พ่อแม่ที่เข้าใจการเติบโตของลูกจะรู้ว่า อะไรคือความสุขของช่วงวัยนั้น ๆ ควรสนับสนุนให้เขามีความสุขทั้งทางร่างกายและจิตใจ ปล่อยให้เขามีความสุขในแบบที่เขาต้องการบ้างและห้ามปรามในสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควรบ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสอนเขาให้รู้จักความสุขแต่พอดี ทั้งความสุขส่วนตัวและความสุขของส่วนรวม มีความรับผิดชอบไม่ก้าวก่ายและเกินขอบเขต จนกลายเป็นมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น

 

เครดิตภาพ: ธนิดา

กลับ

Add a comment