ครูแม่

(comments: 0)

ครูแม่

 

พัทยา เรือนแก้ว และอรณี ไฟฟ์เฟอร์

 

ปัจจุบันสังคมไทยในต่างแดนให้ความสนใจกับการเรียน การสอนภาษาไทยกันมาก โดยเฉพาะแก่เด็กไทย และเด็กไทยในครอบครัวสองวัฒนธรรม ดูได้จากจำนวนโรงเรียนสอนภาษาไทยที่เกิดขึ้น จากโครงการอบรมด้านการสอนภาษาไทย จนถึงการก่อตัวของสมาพันธ์ครูภาษาไทยทั้งในยุโรปและเยอรมนี ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายอันดี เพราะภาษาเป็นสื่อที่สำคัญในการทำความเข้าใจ ในการสร้างความสัมพันธ์ และการสืบทอดส่งต่อหลายสิ่งหลายอย่างรวมทั้งวัฒนธรรมไทย แต่การเรียนการสอนนี้เป็นการเรียนการสอนในระบบโรงเรียน มีครูมีนักเรียน สอนในสถานที่ที่เรียกว่า โรงเรียน

การเรียนการสอนภาษาไทยในระบบโรงเรียนดังกล่าว เป็นตัวเลือกหนึ่งในการสอนเด็ก(ลูก)ให้รู้จัก เข้าใจ และพูด (อาจจะต่อด้วยอ่าน และเขียน)ภาษาไทย เป็นตัวเลือกภายนอกที่เห็นได้ชัดเจน หยิบต้อง เข้าหาได้ แต่ก็เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่งเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วยังมีตัวเลือกที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง ที่อยู่ใกล้ตัวเสียจนมองกันไม่เห็น หรือมองข้ามไป ตัวเลือกนั้นก็คือ แม่ และพ่อไทย นั่นเอง สำหรับสังคมไทยในยุโรปคงจะเป็น แม่ไทย เสียมากกว่า ด้วยจำนวนประชากรไทยในยุโรปกว่า80%เป็นผู้หญิง แม่ไทยในต่างแดน อาจถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพูดภาษาไทยได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในระดับเบื้องต้น เพราะพูดไทยมาตั้งแต่เกิด คุณสมบัติดังกล่าวพอเพียงที่จะเป็น ครูสอนภาษาไทยคนแรกให้แก่ลูกในต่างแดน เป็น “ครูแม่”ที่บทความนี้ขอนำเสนอแนวคิด แนวปฏิบัติ นัยสำคัญและคุณาประโยชน์อันพึงมี

 

คำนิยาม

ครูแม่”เมื่อฟังคำนี้หลายคนอาจจะนึกไปถึงความหมายหลายนัยความหมายหนึ่งนั้นทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าแม่เป็นครูคนแรกของลูกแม่มีบทบาทของ“ครู”อยู่เกือบทุกก้าวย่างในชีวิตของลูกตั้งแต่เยาว์วัยหรือกระทั่งถึงวัยผู้ใหญ่ด้วยบทบาทและหน้าที่ของ“แม่”จึงอาจจะไม่เคยมีลูกคนใดเรียกแม่ว่า“ครู”แต่เมื่อแม่มารับบทบาทของความเป็นครูในการสอนลูกให้บรรลุถึงเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งที่แม่วางไว้“แม่”จึงไม่ใช่แค่“แม่”แต่แม่เป็นทั้งครูและเป็นทั้งแม่ในคนคนเดียวกันจึงเป็นที่มาของคำว่า “ครูแม่”คำที่สั้นกระชับและรวมความหมายไว้ในหนึ่งเดียว

เป้าหมายที่“ครูแม่”วางไว้ในที่นี้คือ ต้องการให้ลูกพูดภาษาไทยได้หรืออ่าน เขียนภาษาไทยได้ด้วยจึงมุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดภาษาแม่ให้แก่ลูกด้วยตนเองโดยเริ่มสอนลูกให้พูดภาษาไทย หรือพูดกับลูกด้วยภาษาไทยตั้งแต่ลูกยังเล็ก ๆ หรือตั้งแต่เกิดจนกระทั่งลูกสามารถสื่อสารภาษาไทยได้ดี และสื่อสารกับแม่ด้วยภาษาไทยในชีวิตประจำวัน คุณแม่เหล่านี้รับบทบาทของ“ครูแม่”อย่างเต็มตัวซึ่งมีครูแม่หลายท่านที่ประสบผลสำเร็จกับการสอนลูกพูดอ่านเขียนภาษาไทยด้วยตนเอง

ครูแม่”ที่กำลังกล่าวถึง และจะกล่าวต่อไปในบทความนี้ ก็คือ การสอนลูกให้พูดภาษาไทย(อาจรวมถึงอ่าน และเขียน)ด้วยตัวของแม่เอง ด้วยทรัพยากรที่แม่มี สอนที่บ้าน ในระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันด้วยกัน สอนตั้งแต่ลูกเริ่มเรียนรู้ที่จะสื่อสารด้วยการพูด หรือการใช้ภาษา(เป็นการปูพื้นฐานทางภาษาที่ง่ายดาย และประหยัด แต่มีประสิทธิภาพ)ด้วยเหตุดังกล่าว“ครูแม่”จึงเป็นแนวคิด วิธีปฏิบัติ ในการสอนลูกพูดภาษาไทย อีกทางเลือกหนึ่งในสังคมไทยต่างแดน

 

วิธีการสอนของ“ครูแม่”

อยากได้ลูกเสือต้องเข้าถ้ำเสือฉันใดอยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ก็ต้องลงมือสอนด้วยหนึ่งสมอง สองมือแม่ฉันนั้นมาลองดูว่าจะเริ่มเป็น “ครูแม่” ได้อย่างไร

1.สอนฟังเป็นการเตรียมความพร้อม เพื่อให้ลูกคุ้นเคยกับสำเนียงภาษาไทย

  • ให้ลูกฟังสำเนียงภาษาไทยตั้งแต่ลูกคลอดนั่นคือพูดกับลูกด้วยภาษาไทยหรือตั้งแต่ลูกยังอยู่ในท้องเลยก็ยิ่งดี

  • สื่อสารกับลูกด้วยภาษาไทยที่คุณใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าคุณจะพูดภาษาถิ่นเหนือใต้กลาง อีสานก็สามารถสื่อสารภาษานั้นกับลูกได้เพราะนั่นก็คือ ภาษาไทยภาษาหนึ่ง

  • ให้ลูกฟังเพลงกล่อมเด็กเป็นภาษาไทยเปิดเพลงเด็กไทยให้ลูกฟังให้ลูกคุ้นเคยกับสำเนียงเสียงภาษา

  • อ่านหนังสือนิทานภาษาไทยให้ลูกฟังหรืออาจจะเล่านิทานภาษาเยอรมันที่ฝ่ายพ่อเล่าเป็นภาษาพ่อแล้ว แม่ก็เล่าเป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยด้วยก็ได้

2.สอนพูดเราจะสอนลูก(หรือสอนใครก็ตาม)ให้เข้าใจได้ดีที่สุดด้วยภาษาที่เราสื่อสารได้ดีที่สุด ฉะนั้นหากจะให้ลูกเข้าใจเรา เราก็ต้องสอนลูกด้วยภาษาของเรา เมื่อลูกเข้าใจภาษาของเราขั้นตอนที่จะสอนลูกในเรื่องอื่น ๆ ต่อไปก็จะง่ายขึ้น ปัญหาหลายอย่างที่อาจจะเกิดได้ในอนาคตก็จะคลี่คลายด้วยการสื่อสารภาษาเดียวกันนี้เอง

  • เมื่อลูกเริ่มหัดพูด ไม่ว่าลูกจะพูดภาษาใดก่อนก็ตาม อย่าได้ตกใจ และคิดว่าลูกจะพูดภาษาอื่นไม่ได้ จงมุ่งมั่นพูดภาษาที่เราจะพูดกับลูกก็คือภาษาไทย

  • แม่พูดภาษาไทยเพียงภาษาเดียวกับลูกไม่พูดปนหลายภาษาในประโยคเดียว

  • อ่านหนังสือภาษาไทยให้ลูกฟัง สอนคำศัพท์ลูกจากภาพประกอบในหนังสือ หากลูกพูดคำนั้น ๆ ด้วยภาษาอื่น ควรบอกคำศัพท์นั้นเป็นภาษาไทย เช่น เห็นภาพรถ ลูกบอกว่า “ Auto”แม่ควรบอกว่า นี่คือ “รถ” เป็นต้น

  • หากลูกไม่พูดตอบโต้เป็นภาษาไทย แต่ทำตามคำบอกได้ถูกต้อง แสดงว่าลูกเข้าใจสิ่งที่เราพูด อาจจะย้ำคำนั้น ๆ ให้ชัดเจน หรือพูดประโยคสั้น ๆ ย้ำให้ลูกฟัง

  • สม่ำเสมอกับการใช้ภาษาไทย หากจำเป็นต้องใช้ภาษาอื่นก็ควรบอกลูกให้เข้าใจกฏกติกานั้น เช่น อยู่บนโต๊ะกินข้าวทุกคนพูดภาษาเยอรมัน ก็อาจจะตกลงกับลูกว่า เราจะใช้ภาษาเยอรมันบนโต๊ะกินข้าว เมื่ออยู่กับคนอื่น ๆ ที่พูดภาษาไทยไม่ได้ แต่ยามปกติเราจะสื่อสารกันด้วยภาษาไทยหรือหาก แม่ มั่นใจมาก อาจจะอธิบายให้คนรอบข้างเข้าใจว่า เพราะอะไรจึงขอพูดกับลูกเป็นภาษาไทย

  • ในช่วงที่ลูกเริ่มโต และมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น การสอนพูดอาจจะต้องใช้ความอดทนเพิ่มขึ้นแต่ใจต้องสงบ และเย็นลง

  • หัวใจสำคัญคือ“อยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้ เราต้องพูดภาษาไทยกับลูก”

 

มั่นใจ สม่ำเสมอ ไม่ท้อแท้ :คำขวัญของ“ครูแม่”

แม่หลายคนมีความคิดที่จะพูดภาษาไทยและสอนภาษาไทยให้กับลูกแต่เมื่อเริ่มพูดภาษาไทยกับลูกไปได้ระยะหนึ่งกลับรู้สึกท้อแท้และล้มเลิกความคิดนั้นด้วยปัจจัยหลายประการอาทิลูกไม่ยอมพูดภาษาไทยด้วย ลูกอายที่จะพูดภาษาไทย แม่ไม่รู้จะสอนต่อไปอย่างไรฯลฯแม่อีกหลายคนเช่นกันมีความคิดอยากจะให้ลูกพูดภาษาไทยแต่กลับไม่เคยพูดภาษาไทยกับลูกเลยซึ่งอาจจะมาจากหลายสาเหตุเช่นแม่ไม่ได้ใช้ภาษา(ไทย)กลางในชีวิตประจำ ครอบครัวฝั่งพ่อหรือตัวพ่อเองไม่สนับสนุนให้ลูกพูดภาษาอื่น ข้ออ้างว่าแม่ไม่มีเวลาสอน แม่คิดว่าตนเองสอนไม่ได้เป็นต้นปัญหาต่าง ๆ ข้างต้นนี้มีทางแก้ไข ที่สำคัญคือ แม่ ต้องมั่นใจในเป้าหมายของตนเอง นั่นคือ การสอนลูกให้พูดภาษาไทยมั่นใจในความเชี่ยวชาญในภาษาที่ตัวเองใช้มั่นใจที่จะใช้ภาษาไทยและแสดงให้ลูกเห็น พยายามอธิบายให้ลูกเข้าใจ ส่งเสริมสนับสนุนให้ลูกมั่นใจที่จะพูดภาษาไทย หากไปต่อเองไม่ได้ อาจพูดคุยหารือกับ ครูแม่ คนอื่น ๆ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ หาข้อดี ข้อด้อย นำปรับมาใช้ ทัศนคติเรื่องการใช้ภาษาของฝั่งพ่อเด็กก็เช่นกัน อาจคลี่คลายได้ด้วยการทำความเข้าใจต่อกันให้ชัดเจน แต่ประการสำคัญที่สุดนั้นอยู่ที่ตัวแม่เอง ที่ต้อง มั่นใจตั้งมั่นในสิ่งที่ต้องการสม่ำเสมอกับสิ่งที่ทำ(พูดไทยกับลูก)และไม่ท้อแท้เมื่อมีอุปสรรค หรือไม่ประสบความสำเร็จในเบื้องแรก

 

ครูแม่” ไม่มีวันสาย

กรณีของแม่ที่เลิกพูดภาษาไทยกับลูกและแม่ที่ไม่เคยพูดไทยกับลูกเลยแต่แม่ทั้งสองกรณีนี้ยังคงมีความต้องการให้ลูกพูดภาษาไทยได้จึงผลักภาระไปให้คนอื่นเช่นส่งลูกไปเรียนภาษาไทยกับคนอื่นหรือส่งลูกไปเรียนภาษาไทยในโรงเรียนที่เปิดสอนด้วยความหวังว่าลูกเรียนแล้วจะพูดภาษาไทยได้จะสื่อสารภาษาไทยได้ซึ่งในบางกรณีอาจจะสวนทางกับความต้องการของลูกโดยสิ้นเชิงเพราะเมื่อลูกโตขึ้นมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นก็จะเริ่มต่อต้านไม่รู้ว่าจะเรียนภาษาไทยไปทำไมไม่อยากไปเรียนแต่โดนแม่บังคับให้ไปเรียนจึงไม่ได้สนใจที่จะเรียนหรือเด็กบางคนอาจจะชอบที่ได้ไปเรียนเพราะรู้สึกสนุกและมีเพื่อนแต่การไปเรียนภาษาไทยเพียงอาทิตย์ละครั้งครั้งละไม่กี่ชั่วโมงเมื่อกลับมาถึงบ้านก็ไม่ได้ใช้ภาษาไทยที่บ้านอาจจะเรียกได้ว่าผลสัมฤทธิแทบจะไม่เกิดหรือเกิดผลเพียงน้อยนิดเท่านั้น

หากจะให้สัมฤทธิผล แม่ทั้งสองกรณี คงต้องกลับมาเป็น “ครูแม่” จะเป็นเพื่อเสริมการเรียนภาษาไทยในระบบโรงเรียนก็ได้ หรือเป็นตัวหลักในการสอนภาษาไทยให้ลูกเองเสียเลยก็ไม่ผิดกติกา ไม่ต้องพาลูกไปเรียนไกล ๆ ไม่ต้องจำกัดวันเวลาที่เรียน เริ่มกันในบ้าน เริ่มได้ทุกเวลาด้วยการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันนี่แหละ วิธีการก็ไม่ได้ต่างจากที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ค่อย ๆ เริ่มพูดกับลูกเป็นภาษาไทย จะตอบเป็นไทยหรือไม่ก็ไม่ว่ากัน หาสื่อ หาหนังสือภาษาไทย หาประเด็นพูดคุยตามวัย การไปเที่ยวประเทศไทยก็เป็นตัวช่วยอย่างหนึ่ง ฯลฯ แม่หลายคนประสบความสำเร็จมาแล้วเช่นกัน นั่นคือ การเป็น “ครูแม่” อาจเริ่มต้นเมื่อลูกโตแล้วก็ได้ หากไม่ได้เริ่มเมื่อลูกคลอด แต่อาจต้องใจเย็น และให้เวลาแก่เด็ก เด็กจะพูด จะเข้าใจภาษาไทยแค่ไหน ช้าหรือเร็ว อาจอยู่ที่เงื่อนไขปัจจัยประกอบอื่น ๆ อีก แต่ที่สำคัญอย่างที่กล่าวไว้คือ ตัวแม่เอง ที่ต้องมั่นใจ สม่ำเสมอ ไม่ท้อแท้

 

อีกนัยสำคัญของ “ครูแม่” คือ ลดช่องว่างในการสื่อสารระหว่างแม่กับลูก

ประสบการณ์กว่า20ปีในการทำงานให้ความช่วยเหลือหญิงไทยของสมาชิกสมาคมเครือข่ายคนไทยในต่างแดนชี้ให้เห็นว่า ความภาคภูมิใจในตัวแม่ไทยของลูก เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกมีการยอมรับในตัวแม่ ไม่ต่อต้านแม่ ในหลาย ๆ ครอบครัวที่แม่ไทยมีความขัดแย้งกับลูก สาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งเป็นเพราะปัญหาด้านการสื่อสารระหว่างแม่กับลูกหญิงไทยที่มาแต่งงานในเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์จำนวนไม่น้อย(แน่นอนไม่ใช่ทั้งหมด)เดินทางข้ามชาติด้วยความมุ่งหวังที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า หรือหารายได้เพื่อจุนเจือครอบครัว คิดเหมือนคนเดินทางข้ามชาติส่วนใหญ่ว่าสักวันหนึ่งจะเดินทางกลับบ้าน ไม่ได้หวัง หรือคิดไว้แต่แรกว่าจะตั้งรกราก จึงมักไม่ขนขวายที่จะหาความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการดำรงชีพในประเทศปลายทาง รวมทั้งไม่เรียนรู้ภาษาของประเทศที่ตนพำนักอยู่คิดว่า เพียงสามารถสื่อสารกับสามีและคนใกล้ชิดได้ก็พอเมื่อมีลูกก็มักจะไม่พูดภาษาไทยกับลูก แต่จะใช้ภาษาเยอรมันแบบของตนเองที่ไม่ค่อยถูกต้องทั้งอักขระและไวยากรณ์ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เรียนรู้ภาษาเยอรมันเพิ่มเติม เมื่อเวลาผ่านไปภาษาเยอรมันของลูกพัฒนาไปแต่ลูกไม่รู้ภาษาไทย พูดไทยไม่ได้ หรืออาจเข้าใจได้เล็กน้อยแต่ก็ไม่ลึกซึ้งพอแม่และลูกจึงคุยกันไม่รู้เรื่อง ด้วยไม่มีภาษาที่สามารถใช้สื่อสาร ทำความเข้าใจกันได้เด็กหลายคนจะดูถูกแม่ จนถึงขั้นดูถูกภาษาไทย และวัฒนธรรมไทย มีหลายกรณีที่พบในเยอรมนีเมื่อแม่ไทยพ่อเยอรมันหย่าร้างกัน ลูกไทย-เยอรมันหลายคนบอกกับศาลว่าขออยู่กับพ่อ หรือกับย่า เพราะพูดกับแม่ไม่รู้เรื่อง

กรณีปัญหาที่ยกมาดูออกจะสุดโต่ง แต่ก็เป็นความจริงที่คงขมขื่นสำหรับคนที่เป็น แม่ การเป็น “ครูแม่” นอกจากจะสอนลูกให้รู้ เข้าใจ และพูดภาษาไทย ภาษาที่แม่ใช้ได้ดีที่สุด สร้างให้เกิด เครื่องมือ ที่แม่จะสามารถสื่อสารกับลูก นั่นคือ ภาษาไทย แล้ว การที่แม่ต้องสอน คือต้องพูด ต้องอ่าน ต้องเอาใจใส่ ฝึกฝนให้ลูก จะทำให้แม่และลูกมีเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน เป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก(โดยไม่รู้ตัว)อีกด้วย “ครูแม่” จึงน่าจะเป็นตัวช่วย หรือป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างในการสื่อสารระหว่างแม่กับลูกได้เป็นอย่างดี

 

ครูแม่” ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น คือ แนวคิด และวิธีปฏิบัติที่สรุปมาจากประสบการณ์ของ แม่ไทยในต่างแดน สองคน สองวัย ที่เริ่มการเป็น “ครูแม่” ในช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่เหมือนกัน คือจะถ่ายทอดภาษาไทย ที่แม่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่สุดแก่ลูก ประสบการณ์จากสองช่วงเวลาสามารถยืนยันได้ว่า “ครูแม่” นั้นเป็นสิ่งที่ แม่ ทุกคนทำได้ อย่างสัมฤทธิผล และนี่คือ ทางเลือกที่สำคัญในการสอนภาษาไทยให้ลูก

แถมท้ายก่อนจบ สำหรับแม่ที่(อ้างว่า)ไม่มีเวลา การเป็น “ครูแม่” การสอนภาษาไทยให้ลูก ไม่ได้หมายถึงว่า ต้องจับลูกมานั่งเรียน กำหนดเวลาแน่นอน เหมือนจำลองห้องเรียนในโรงเรียนมาไว้ที่บ้าน เพียงเริ่มพูดกับลูกด้วยภาษาไทย เมื่อไรก็ได้ เมื่อลูกกลับจากโรงเรียน เมื่อเรียกลูกกินข้าว เมื่อไปเดินเล่น เมื่อกินข้าว/เล่นด้วยกัน ฯลฯ ในทุกวาระและโอกาสของชีวิตประจำวัน นั่นก็คือ การสอนภาษาไทยให้ลูกแล้ว และนี่ก็คือหลักการที่สำคัญของ“ครูแม่” พูดไทยกับลูกกันเถอะค่ะ มาเป็น “ครูแม่” กัน

 

 

กลับ

Add a comment