สเต็มเซลล์ได้ผลจริงหรือ

(comments: 0)

ปัจจุบันมีการนำสเต็มเซลล์ของตนเองมาใช้กระตุ้นการซ่อมแซมบาดแผลที่หายยากหรือหายช้าในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น บาดแผลเรื้อรัง แผลกดทับ กลไกการทำงานเกิดจากการใส่จำนวนเซลล์ในบาดแผลเพิ่มขึ้นโดยตรง มีการเพิ่มขึ้นของหลอดเลือดเข้ามาในแผล ฯลฯ ทำให้แผลหดตัวได้ดีขึ้น

วิธีการใช้สเต็มเซลล์รักษาแผล  เริ่มต้นด้วยการแยกสกัดสเต็มเซลล์ชนิด Mesenchyme จากผู้ป่วย เพราะสเต็มเซลล์ที่เรียกว่า “Mesenchymal stem cells” มีคุณสมบัติในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้ดีกว่าสเต็มเซลล์ของเม็ดเลือด  โดยอาจใช้จากไขกระดูกหรือการดูดไขมัน แล้วทำการแยกสเต็มเซลล์ชนิด Mesenchyme จากเนื้อเยื่อ หากเซลล์มีมากพอก็อาจนำไปใช้ได้เลย หรืออาจนำไปเพาะเลี้ยงแบบธรรมดา วิธีการใช้ส่วนใหญ่คือ ฉีดเข้าสู่บริเวณบาดแผลและรอบ ๆ โดยตรง หรือใช้วิธีสังเคราะห์เป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อสังเคราะห์ก่อนนำไปใช้ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น จำนวนเซลล์ จำนวนครั้งที่ใช้ การตอบสนองของพันธุกรรม แต่ถ้าเกิดการติดเชื้อจะทำให้ผลลดลงมากเพราะเซลล์ถูกทำลาย ส่วนการใช้สเต็มเซลล์จากแหล่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราเอง เช่น เซลล์ผู้อื่น เซลล์สัตว์ มักมีความเสี่ยงสูงในเรื่องการปนเปื้อนการติดเชื้อ แม้ว่าสเต็มเซลล์ไม่แสดงความเป็นสิ่งแปลกปลอมเฉพาะเมื่อนำเข้าสู่ร่างกายใหม่ๆ แต่ต่อมาเมื่อสเต็มเซลล์อยู่ในร่างกายมนุษย์ระยะเวลาหนึ่งก็จะพัฒนาแก่ตัวขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นจะแสดงความแปลกปลอมออกมามากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะถูกร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านทำลายในภายหลัง หากฉีดเกินสองครั้งขึ้นไปจะมีความเสี่ยง เพราะคล้ายกับการฉีดวัคซีนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การฉีดในครั้งหลัง ๆ ก็จะเสี่ยงขึ้นเรื่อย ๆ และหากมีปฏิกิริยารุนแรงหรือแพ้ ก็อาจเสียชีวิตได้หากฉีดเข้าเส้นเลือด ดังนั้น จึงนิยมฉีดเซลล์แปลกปลอมเข้ากล้ามเนื้อแทนจะได้ไม่เสี่ยงมาก โดยผู้ฉีดอาจอ้างเหตุผลอื่น ๆ

สเต็มเซลล์กับความสวยความงาม สเต็มเซลล์ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ทั่วโลกในปัจจุบันในด้านความสวยความงามที่อิงกับความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นสเต็มเซลล์ชนิด Mesenchyme จากไขมัน โดยอาจใช้เซลล์ที่อยู่รอบ ๆ เซลล์ไขมันที่เป็นเซลล์เปลือก หรืออาจใช้สเต็มเซลล์ไขมันที่นำไปเพาะเลี้ยงแบบปกติ เซลล์เปลือกไขมันเป็นเซลล์ผสมหลายชนิดและมีสเต็มเซลล์ไขมันปนอยู่ประมาณ 2 ถึง 10 % ตามแหล่งไขมันที่ดูดออกมา การใช้เซลล์เปลือกไขมันของตนเองในการรักษาได้รับการยอมรับทั่วโลกทั้งในอเมริกาและยุโรป ยกเว้นประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้สเต็มเซลล์จากตลาดมืดได้รับความนิยมแพร่กระจายไปทั่วและให้ความรู้ความเข้าใจผิด ๆ เช่น สเต็มเซลล์ทำให้หน้าอ่อนเยาว์มาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ได้ผลไม่ค่อยแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้น ขาดแคลนเซลล์ที่ใบหน้ามากน้อยแค่ไหน ถ้าใบหน้าคนไข้ไม่มีเซลล์ เช่น แก่มาก หรือไปรับการยิงพลังงานชนิดต่างๆ บ่อยมาก ส่งผลให้ผิวหน้าเสื่อมและขาดเซลล์ที่ซ่อมแซม เมื่อฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปจะทำให้ผิวคืนชีวิตใหม่ที่สดใสขึ้น กระชับขึ้น แต่น้อยกว่าการผ่าตัดมาก สิ่งที่ดีกว่าการผ่าตัดมีอย่างเดียวคือ ผิวฝ่ออาจจะดีขึ้น ผิวกลับมีชีวิตแข็งแรงขึ้น แต่กว่าจะเห็นผลที่เกิดจากเซลล์จริง ๆ อาจต้องใช้เวลายาวนานถึงครึ่งปีกว่าเซลล์จะทำงานจนเห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การใช้เซลล์รักษาหน้าในคนอายุน้อยคาดว่าจะได้ประโยชน์น้อยมาก เนื่องจากใบหน้าไม่ได้ขาดแคลนเซลล์

สุดท้ายผศ.นพ.ถนอมกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “สเต็มเซลล์เป็นสิ่งที่พบในร่างกายของมนุษย์ตามธรรมชาติทุกคน ไม่ใช่เซลล์วิเศษ ถ้าวิเศษจริงเราคงไม่เจ็บป่วยตาย ดังนั้น เมื่อไม่ใช่เซลล์วิเศษและเราก็มีทุกคน จะใช้ให้ได้ผล ก็ต้องใช้ตามหลักวิทยาศาสตร์สากลและใช้ให้เป็น ซึ่งส่วนใหญ่กำลังวิจัยกันอยู่ ผลที่ได้ก็ไม่ได้เหนือความเป็นไปได้ตามธรรมชาติ ยังไงก็ต้องเลียนแบบกลไกใดกลไกหนึ่งในธรรมชาติอยู่ดี”   

Tip: ใบหน้าคนเรามีการเปลี่ยนแปลง 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถกลับคืนได้ เช่น หน้าหมองเพราะโดนแสงแดด พอไม่โดนแดดสักพัก หน้าก็เด้งกลับมา หรือผิวหมองกระตุ้นเล็กน้อยก็ใสเหมือนเดิม ส่วนชนิดที่สอง คือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่กลับคืน เช่น คนอายุ 70 ผิวบางและหย่อนยาน กรณีนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยเซลล์ ต้องแก้ด้วยการผ่าตัด

* สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ นัดหมายแพทย์ 

ปัจจุบันมีการนำสเต็มเซลล์ของตนเองมาใช้กระตุ้นการซ่อมแซมบาดแผลที่หายยากหรือหายช้าในต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น บาดแผลเรื้อรัง แผลกดทับ กลไกการทำงานเกิดจากการใส่จำนวนเซลล์ในบาดแผลเพิ่มขึ้นโดยตรง มีการเพิ่มขึ้นของหลอดเลือดเข้ามาในแผล ฯลฯ ทำให้แผลหดตัวได้ดีขึ้น

วิธีการใช้สเต็มเซลล์รักษาแผล  เริ่มต้นด้วยการแยกสกัดสเต็มเซลล์ชนิด Mesenchyme จากผู้ป่วย เพราะสเต็มเซลล์ที่เรียกว่า “Mesenchymal stem cells” มีคุณสมบัติในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อได้ดีกว่าสเต็มเซลล์ของเม็ดเลือด  โดยอาจใช้จากไขกระดูกหรือการดูดไขมัน แล้วทำการแยกสเต็มเซลล์ชนิด Mesenchyme จากเนื้อเยื่อ หากเซลล์มีมากพอก็อาจนำไปใช้ได้เลย หรืออาจนำไปเพาะเลี้ยงแบบธรรมดา วิธีการใช้ส่วนใหญ่คือ ฉีดเข้าสู่บริเวณบาดแผลและรอบ ๆ โดยตรง หรือใช้วิธีสังเคราะห์เป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อสังเคราะห์ก่อนนำไปใช้ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น จำนวนเซลล์ จำนวนครั้งที่ใช้ การตอบสนองของพันธุกรรม แต่ถ้าเกิดการติดเชื้อจะทำให้ผลลดลงมากเพราะเซลล์ถูกทำลาย ส่วนการใช้สเต็มเซลล์จากแหล่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิตอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราเอง เช่น เซลล์ผู้อื่น เซลล์สัตว์ มักมีความเสี่ยงสูงในเรื่องการปนเปื้อนการติดเชื้อ แม้ว่าสเต็มเซลล์ไม่แสดงความเป็นสิ่งแปลกปลอมเฉพาะเมื่อนำเข้าสู่ร่างกายใหม่ๆ แต่ต่อมาเมื่อสเต็มเซลล์อยู่ในร่างกายมนุษย์ระยะเวลาหนึ่งก็จะพัฒนาแก่ตัวขึ้นเองโดยอัตโนมัติ จากนั้นจะแสดงความแปลกปลอมออกมามากขึ้นตามลำดับ ซึ่งจะถูกร่างกายมีปฏิกิริยาต่อต้านทำลายในภายหลัง หากฉีดเกินสองครั้งขึ้นไปจะมีความเสี่ยง เพราะคล้ายกับการฉีดวัคซีนกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การฉีดในครั้งหลัง ๆ ก็จะเสี่ยงขึ้นเรื่อย ๆ และหากมีปฏิกิริยารุนแรงหรือแพ้ ก็อาจเสียชีวิตได้หากฉีดเข้าเส้นเลือด ดังนั้น จึงนิยมฉีดเซลล์แปลกปลอมเข้ากล้ามเนื้อแทนจะได้ไม่เสี่ยงมาก โดยผู้ฉีดอาจอ้างเหตุผลอื่น ๆ

สเต็มเซลล์กับความสวยความงาม สเต็มเซลล์ส่วนใหญ่ที่นำมาใช้ทั่วโลกในปัจจุบันในด้านความสวยความงามที่อิงกับความรู้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นสเต็มเซลล์ชนิด Mesenchyme จากไขมัน โดยอาจใช้เซลล์ที่อยู่รอบ ๆ เซลล์ไขมันที่เป็นเซลล์เปลือก หรืออาจใช้สเต็มเซลล์ไขมันที่นำไปเพาะเลี้ยงแบบปกติ เซลล์เปลือกไขมันเป็นเซลล์ผสมหลายชนิดและมีสเต็มเซลล์ไขมันปนอยู่ประมาณ 2 ถึง 10 % ตามแหล่งไขมันที่ดูดออกมา การใช้เซลล์เปลือกไขมันของตนเองในการรักษาได้รับการยอมรับทั่วโลกทั้งในอเมริกาและยุโรป ยกเว้นประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทำให้สเต็มเซลล์จากตลาดมืดได้รับความนิยมแพร่กระจายไปทั่วและให้ความรู้ความเข้าใจผิด ๆ เช่น สเต็มเซลล์ทำให้หน้าอ่อนเยาว์มาก ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ได้ผลไม่ค่อยแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้น ขาดแคลนเซลล์ที่ใบหน้ามากน้อยแค่ไหน ถ้าใบหน้าคนไข้ไม่มีเซลล์ เช่น แก่มาก หรือไปรับการยิงพลังงานชนิดต่างๆ บ่อยมาก ส่งผลให้ผิวหน้าเสื่อมและขาดเซลล์ที่ซ่อมแซม เมื่อฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปจะทำให้ผิวคืนชีวิตใหม่ที่สดใสขึ้น กระชับขึ้น แต่น้อยกว่าการผ่าตัดมาก สิ่งที่ดีกว่าการผ่าตัดมีอย่างเดียวคือ ผิวฝ่ออาจจะดีขึ้น ผิวกลับมีชีวิตแข็งแรงขึ้น แต่กว่าจะเห็นผลที่เกิดจากเซลล์จริง ๆ อาจต้องใช้เวลายาวนานถึงครึ่งปีกว่าเซลล์จะทำงานจนเห็นการเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้การใช้เซลล์รักษาหน้าในคนอายุน้อยคาดว่าจะได้ประโยชน์น้อยมาก เนื่องจากใบหน้าไม่ได้ขาดแคลนเซลล์

สุดท้ายผศ.นพ.ถนอมกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “สเต็มเซลล์เป็นสิ่งที่พบในร่างกายของมนุษย์ตามธรรมชาติทุกคน ไม่ใช่เซลล์วิเศษ ถ้าวิเศษจริงเราคงไม่เจ็บป่วยตาย ดังนั้น เมื่อไม่ใช่เซลล์วิเศษและเราก็มีทุกคน จะใช้ให้ได้ผล ก็ต้องใช้ตามหลักวิทยาศาสตร์สากลและใช้ให้เป็น ซึ่งส่วนใหญ่กำลังวิจัยกันอยู่ ผลที่ได้ก็ไม่ได้เหนือความเป็นไปได้ตามธรรมชาติ ยังไงก็ต้องเลียนแบบกลไกใดกลไกหนึ่งในธรรมชาติอยู่ดี”   

Tip: ใบหน้าคนเรามีการเปลี่ยนแปลง 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถกลับคืนได้ เช่น หน้าหมองเพราะโดนแสงแดด พอไม่โดนแดดสักพัก หน้าก็เด้งกลับมา หรือผิวหมองกระตุ้นเล็กน้อยก็ใสเหมือนเดิม ส่วนชนิดที่สอง คือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่กลับคืน เช่น คนอายุ 70 ผิวบางและหย่อนยาน กรณีนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยเซลล์ ต้องแก้ด้วยการผ่าตัด

กลับ

Add a comment