D - work … เวิร์ค ดี ดี ในเยอรมนี

(comments: 0)

"ชีวิตคือการเรียนรู้ เรียนรู้ในข้อผิดพลาดและต้องทำให้ดีกว่าเดิม"

อภิชญา ภักดีสาร มึลเลอร์ (อยู่เยอรมนี 6 ปี)

อาชีพ : เจ้าหน้าที่จัดทำแบบยื่นแสดงภาษี (Steuerfachangestellte)

ในปี ค.. 2013 ดิฉันย้ายถิ่นฐานมาอยู่เยอรมนี ในช่วงแรกได้ศึกษาหาข้อมูลการศึกษาต่อปริญญาโท แม้ว่านักศึกษาแทบจะไม่ต้องเสียค่าเทอมเลยก็จริง แต่ค่าครองชีพที่เยอรมนีค่อนข้างสูง ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าอาหารการกิน ค่าเดินทาง ค่าหนังสือ เดือนหนึ่ง ๆ รวมแล้วก็หลายหมื่นบาท ดิฉันไม่อยากรบกวนทางบ้านที่เมืองไทย ก็เลยตัดสินใจเรียนสายอาชีพ ที่เรียกกันว่า Berufsausbildung ใช้เวลาเรียน 2-3 ปี ระหว่างเรียนต้องฝึกงานไปด้วย และได้ค่าตอบแทนตลอดระยะเวลาที่เรียน

ก่อนที่จะเริ่มเรียน ทางบริษัทได้แนะนำให้ฝึกงานก่อน 4 เดือน (แบบได้ค่าตอบแทน) ถือว่าโชคดีมาก ๆ เพราะเราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับอาชีพนี้ก่อน และได้เรียนรู้การทำงานกับคนอื่นในบริษัทด้วย ตอนนี้ดิฉันเรียนจบได้เกือบ 1 ปีแล้วค่ะ และทำงานในบริษัทที่เป็นผู้อบรมและสอนภาคปฏิบัติ ด้วย

อาชีพ Steuerfachangestellte เหมาะสำหรับคนที่ชอบทำงานอย่างอิสระ คือ แต่ละเดือนเราจะต้องวางแผนเอง เพื่อให้งานเสร็จทันเวลา เพราะที่เยอรมนีจะมีภาษีหลายตัว และภาษีแต่ละตัวจะมีวันกำหนดส่งของมันอยู่ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มของบริษัทจะต้องส่งทุกวันที่ 10 ของทุกเดือน ถ้าส่งไม่ทันตามกำหนดบริษัทต้องจ่ายค่าปรับ อาชีพนี้จะต้องเจอกับตัวเลขเยอะ ๆ ต้องมีความแม่นยำ ถือเป็นความท้าทายอย่างมาก เพราะมันจะมีกรณีใหม่ ๆ ให้คิดอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าดิฉันอาจจะมีปัญหาในเรื่องภาษาเยอรมันบ้าง แต่ก็พยายามพูดและอธิบายให้เพื่อนร่วมงานเข้าใจ บางครั้งมันอึดอัดใจเพราะเพื่อนร่วมงานบางคนเข้าใจยาก และดิฉันก็หาคำอื่นมาอธิบายไม่ถูก

ระบบสวัสดิการของเยอรมันให้ความสำคัญกับคนทำงาน ที่เด่น ๆ เลยก็น่าจะเป็นเรื่องการขอลาพักร้อน โดยเฉลี่ยคนทำงานในเยอรมนีจะมีวันลาพักร้อนประมาณปีละ 25 วัน คนที่นี่นิยมลาพักร้อนติดต่อกันหลายวัน เพราะเขาถือว่า เป็นรางวัลให้กับตัวเองที่ทำงานหนักมาทั้งปี ดิฉันเคยลาสูงสุดติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ทางบริษัทก็อนุญาต นอกจากนี้จะมีเงินพิเศษอื่น ๆ เช่น เงินสำหรับพักร้อน คริสต์มาส โบนัส เป็นต้น ซึ่งเงินพิเศษเหล่านี้บางบริษัทให้ตามความสมัครใจ บางบริษัทให้ตามที่สัญญาระบุไว้

คนเยอรมันทำงานจริงจัง เป็นระบบ ไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน แบ่งเวลาทำงาน และเวลาส่วนตัวชัดเจน มีคนเคยบอกกับดิฉันว่า คนเยอรมันทำงานเน้น ประสิทธิภาพไม่เน้นปริมาณ อันนี้ดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างมาก มีประโยคขำ ๆ ที่ดิฉันชอบมากคือ Fun Fact About Germany: No Fun in Germany. Go Back to work. คือเป็นคำล้อเลียนว่า คนเยอรมันไม่มีอารมณ์ขันและทำแต่งานอย่างเดียว แต่แท้จริงแล้ว คนเยอรมันมีอารมณ์ขันนะคะ คนเยอรมันเป็นคนที่พูดตรง พูดตามความคิดของเขา บางทีอาจจะแรงสำหรับเรา แต่จริง ๆ มันไม่มีอะไร คนเยอรมันจะเคารพในพื้นที่ส่วนตัว หน้าดุแต่เป็นมิตร small talk เกิดได้ทุกที่ โดยเฉพาะในเมืองเล็ก ๆ หรือในหมู่บ้านคนจะทักทายกันตลอดแม้จะเป็นคนแปลกหน้า ฟังดูเหมือนคนเยอรมันจะเข้าถึงง่าย แต่จริง ๆ การจะสร้างความสัมพันธ์เป็นเพื่อนกันคนเยอรมันนั้น คงต้องใช้เวลาค่ะ

ดิฉันคิดว่า การใช้ชีวิตในเยอรมนีแตกต่างจากในเมืองไทยมาก เมืองไทยอาจจะมีความสบายกว่า ความสบายในที่นี้คือ ไม่ต้องรีบเร่ง เพราะทุกอย่างมีให้พร้อมหมด เช่น ร้านค้าที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีตลาดนัด ตลาดสด ห้างสรรพสินค้าที่เปิดทุกวันแม้กระทั่งวันหยุดและวันอาทิตย์ ซึ่งแตกต่างจากในเยอรมนี ที่ทุกอย่างกำหนดวันและเวลาเปิดปิด แม้เวลาไม่สบาย จะไปหาหมอ ก็ต้องโทรนัดล่วงหน้า ทุกอย่างต้องวางแผนล่วงหน้าไว้ การใช้ชีวิตในเยอรมนีทำให้ดิฉันเติบโต จากคนที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง ไม่กล้าปฏิเสธคน พอมาอยู่เยอรมนีต้องเข้มแข็ง ต้องยืนด้วยขาตัวเองให้ได้

 

 

**************************************************

"ไม่มีใครทำทุกอย่างเป็นมาตั้งแต่เกิด ขยันขันแข็ง อดทน ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์ในงานที่เราทำ"

ชาญชัย พูลเกษร (แมน) อยู่เยอรมัน34 ปี

อาชีพ: บุรุษไปรษณีย์

ผมทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ได้ 10 ปีแล้วครับ ผมไม่ได้เรียนสายอาชีพนี้แต่อย่างไร แต่มีผู้ใหญ่ใจดีแนะนำให้ผมไปสมัครงาน แล้วผมก็ได้งานนี้ครับ

บุรุษไปรษณีย์มีอิสระในการทำงาน มีวันหยุดราชการ และที่สำคัญคือ ได้ออกกำลังกายสม่ำเสมอครับ ไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นเช่นใด ผมก็ต้องปฏิบัติหน้าที่บุรุษไปรษณีย์อย่างเคร่งครัด ทำงานเสร็จในแต่ละวัน จะดองจดหมาย พัสดุภัณฑ์เอาไว้ไม่ได้

ช่วงวันหยุด ผมก็แปลงกายเป็นพ่อบ้าน ดูแลภรรยาและลูก เวลาทุกข์เราอยู่ด้วยกัน สุขก็สุขด้วยกัน เราไม่ทิ้งกัน ภรรยาและผมเลี้ยงลูกแบบครึ่ง ๆ เยอรมัน-ไทยครับ เก็บส่วนข้อดีทั้งสองฝ่ายเอามาเลี้ยงดูลูก

 

*****************************

"ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด"

ธัชกร ชมิด (ยุ้ย) อยู่เยอรมนี 8 ปี

อาชีพ: ผู้บริบาลผู้สูงวัย (Altenpflegerin)

ยุ้ยประกอบอาชีพนี้มา 6 ปีแล้ว เริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้บริบาลผู้สูงวัย 1 ปี จากนั้นก็เรียนต่ออีก 3 ปี เพื่อขอใบประกอบวิชาชีพ

การทำงานกับผู้สูงอายุ ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ผู้สูงอายุก็มีความน่ารักอยู่ในตัวนะคะ ยุ้ยดีใจที่ได้มีโอกาสดูแลผู้สูงวัย และบ่อยครั้งที่ยุ้ยไม่ได้คิดว่า เป็นการทำงาน แต่เป็นการดูแลผู้เฒ่าในครอบครัว พอคิดเช่นนี้ทีไร ก็ทำให้ยุ้ยยิ้มได้ทุกที ยุ้ยมีความสุขในการทำงาน ที่ทำงานของยุ้ยถือเอาความไว้วางใจและความซื่อสัตย์เป็นเรื่องสำคัญ มีการจ่ายสวัสดิการเพียงพอในระยะยาว ยุ้ยไม่ต้องมานั่งพะวงว่า ถ้าเราตกงาน หรือทำงานไม่ได้ วันใดวันหนึ่งเราจะทำอย่างไร เพราะทุกอย่างจะเป็นไปตามกติกาของการจ้าง ยุ้ยสบายใจค่ะ

สิ่งที่ยุ้ยคิดว่า สำคัญที่สุดในการทำงานและดำรงชีวิตในเยอรมนี คือ ภาษาเยอรมัน การใช้ชีวิตในต่างแดน ภาษาใหม่วัฒนธรรมใหม่ ใครจะไปอยู่เยอรมนี ต้องเริ่มต้นใหม่แทบทุกอย่างคือ ช่วงแรก ก็ยากไปหมดล่ะค่ะ แต่ถ้าเรามีความตั้งใจจริง ไม่ท้อถอย เราก็จะผ่านมันไปได้ ยุ้ยเชื่อว่า ทุกคนต้องเคยสัมผัสกับความเหงาอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากิจกรรมทำ หางานทำ เราก็จะลืมมันไปได้ค่ะ

 

**************************************

"Do the best"

อรวรรณ ชไนเดอร์ (หนิง)

อาชีพ: พนักงานบริษัททัวร์ และโฮสเตสในงานแสดงสินค้า

หนิงเรียนจบ Hotel and Tourism ตอนที่มาอยู่เยอรมนีใหม่ ๆ ก็ไปเรียนภาษาเยอรมันที่ โรงเรียนผู้ใหญ่ของเมืองเนิร์นแบร์ก (Volkshochschule Nürnberg) และได้รู้จักแฟนเจ้าของบริษัททัวร์ในชั้นเรียน เขาถามว่า อยากทำงานไหม หนิงไม่รอช้า ก็ตอบตกลง แล้วไปสัมภาษณ์งาน และก็ได้งานทำเลยค่ะ ก็เริ่มทำงานที่บริษัททัวร์แห่งนี้ตั้งแต่ 1สิงหาคม 2007 จนถึงปัจจุบัน

ขอท้าวความนิดหน่อยนะคะว่า หนิงเรียนอะไรมา หนิงจบเรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรังสิต วิชาเอกคือการโรงแรมและท่องเที่ยว และ ปริญญาโท Master of Arts (MA Hospitality Management) Birmingham College of Food, Tourism and creative studies (University of Birmingham ) ก่อนที่หนิงจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่อังกฤษ หนิงเคยทำงานที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติงานมาก่อน (operations Manager) พอมาอยู่เยอรมนี ก็ยังสนใจงานด้านนี้ ก็เลยเขียนจดหมายสมัครงานไปที่ Nürnberg Messe เพื่อขอสมัครงงานเป็นโฮสเตสในแฟร์ต่าง ๆ ซึ่งทาง Nürnberg Messe ก็ตอบรับหนิงให้เข้าทำงาน แต่เป็นงานที่หนิงต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อย ๆ และทำงานเต็มวัน แต่สามีไม่เห็นด้วย เพราะตอนนั้นลูกสาวคนแรกของหนิงอายุเพียงขวบครึ่ง ทาง Nürnberg messe ก็เลยแนะนำให้หนิงทำงานเป็น โฮสเตสประจำบูธ (Hostess am Stand) ซึ่งไม่ใช่งานประจำ หนิงสามารถเลือกรับงานตามความสะดวก งานแฟร์แต่ะละครั้งก็จะไม่เกิน 3 วัน และที่สำคัญคือ หนิงไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล ๆ เริ่มทำมาตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2008 มาจนถึงปัจุบัน หนิงชอบงานที่ทำอยู่ทั้งสองงานเลยค่ะ ได้พบปะคนหลายแบบ หลายภาษา และเป็นงานที่ตรงกับสายงานที่หนิงเรียนมา หนิงสนุกกับงานค่ะ เจ้านายก็ให้เสรีในการทำงาน มอบความวางใจ หนิงรับผิดชอบการงานของตัวเอง ตรงต่อเวลา และทำตามขั้นตอน

ปัจจุบันนี้หนิงทำงานควบทั้งสองงาน และเป็นแม่บ้าน มีลูกสาวสองคนที่ยังอยู่ในวัยเรียน หนิงต้องบริหารจัดการเวลาให้ลงตัว หนิงโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบตัว เช่น เพื่อนบ้าน แม่สามี

 

**************************

 

"ถ้าเรารักงานที่เราทำ ต่อให้งานหนักแค่ไหนมันก็ไม่เหนื่อย"

ทิพวรรณ ชอยเกนฟลูก (อยู่เยอรมนี 8 ปี)
อาชีพ: Kinderpflegerin ผู้ช่วยครู โรงเรียนอนุบาล

ดิฉันเรียนจบสายอาชีพด้านดูแลและเลี้ยงเด็ก (Ausbildung Kinderpflegerin) ตอนนี้ทำงานเข้าปีที่ 3 แล้วค่ะ ดิฉันทำงานในโรงเรียนอนุบาลของหมู่บ้านที่อยู่ จึงเป็นที่รู้จัก ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนทักทาย ทำให้ดิฉันไม่รู้สึกว่า ตนเองเป็นคนต่างชาติหรือเป็นคนแปลกหน้า แต่อย่างใด

ดิฉันชอบระบบการทำงานของคนเยอรมันที่มีความโปร่งใส ตรงไปตรงมา เจ้านาย ลูกน้อง มีความเสมอภาคกัน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน คนเยอรมันมีความจริงจังในเวลาทำงานและตรงต่อเวลา สวัสดิการดี ดิฉันอาจจะมีปัญหาในการใช้ภาษาเยอรมันอยู่บ้าง จึงพยายามที่จะพัฒนาการใช้ภาษาเยอรมัน เพราะคิดว่า การที่จะดำรงชีวิตอยู่ที่นี่ได้ อย่างแรกสุดเลยคือ ต้องใช้ภาษาเยอรมันให้ได้ดีระดับหนึ่ง แล้วทุกอย่างจะง่ายขึ้น เข้าสังคมเพื่อหาโอกาสให้ได้ใช้ภาษาเยอรมันมากขึ้น แล้วภาษาเยอรมันก็จะพัฒนาเร็วขึ้น

 

*************************

 

"รับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำงานทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด"

เยาวภา ฟอส (เยาว์) อยู่เยอรมนี 10 ปี

อาชีพ: ผู้ช่วยทันตแพทย์ (Zahnmedizinische Fachangestellte)

เยาว์เรียนจบผู้ช่วยทันตแพทย์เมื่อปี 2015 หลังจากเรียนจบก็ทำงานอยู่ในสายอาชีพนี้มาตลอดจนกระทั่งถึงปัจจุบันค่ะ เริ่มจากสมัครงานในสาขาที่ตนเองเคยทำมาจากเมืองไทยดูก่อน แต่ไม่ได้ก็เลยมีความคิดที่จะเรียนต่อ จึงเข้าไปศึกษาหาข้อมูลจากเว็บไซต์ของสำนักงานจัดหางาน นั่งอ่านและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสายอาชีพต่าง ๆ หลังจากนั้นก็ลองไปฝึกงานในสายอาชีพต่าง ๆ ที่สนใจดูเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ สุดท้ายก็ได้มาลงเอยที่สายอาชีพนี้ค่ะ

อาชีพของเยาว์ต้องทำงานแข่งกับเวลา บางทีตารางนัดไม่เป็นไปตามที่วางแผนเอาไว้ มีบ้างที่คนไข้มาช้าหรือบางครั้งมีคนไข้ปวดฟันแทรกเข้ามา หรือการรักษาใช้เวลานานกว่าที่วางแผนเอาไว้เราก็ต้องเร่งมือเพื่อไม่ให้คนไข้อื่นรอนานค่ะ เวลาที่ทำงาน ก็ให้อยู่กับงาน ตรงต่อเวลา แม่นยำ คนเยอรมันจะเน้นการสื่อสารที่ชัดเจน มีอะไรก็คุยกันโดยตรงไปเลย เยาว์รักอาชีพนี้ คนไข้บางคนเข้ามาด้วยความทุกข์ แต่เขากลับออกไปด้วยความสุข เยาว์คิดว่า อย่างน้อยเยาว์ก็มีส่วนเล็ก ๆ ที่สร้างรอยยิ้มและคืนความสุขให้แก่คนไข้ เวลาเห็นคนไข้ยิ้มกว้างสดใสได้ดังเดิม ก็พลอยทำให้เรามีความสุขไปด้วยค่ะ

ภาษาเยอรมันสำคัญในการใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมนี เป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสังคมวัฒนธรรม หรือกฎหมายของที่นี่ เมื่อเราเรียนรู้เข้าใจและสามารถปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ได้ ก็จะทำให้เราใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้อย่างง่ายขึ้นค่ะ

 

*****************************************

"Where there’s a will, there’s a way! เมื่อความมาดหมายเกิด วิถีทางย่อมปรากฎ"

เบญจมาศ กันเซอร์ (เบน) อาศัยอยู่ในเยอรมนี 19 ปี

อาชีพเจ้าหน้าที่ประสานการบริหารจัดการภายในองค์กร (Sachbearbeiterin Vertriebsinnendienst)

ตั้งแต่ปี 2002 เบนเริ่มทำงาน ในตำแหน่งผู้ช่วยโครงการ (Project Team Assistant) ส่วนงานปัจจุบันเริ่มทำเมื่อปี 2018 เรียนจบ Computer Programmer จากเมืองไทย พอมาอยู่ที่นี่เรียนภาษาแล้วก็ทำงาน ช่วงที่ทำงานก็เรียนไปด้วย โดยเรียนต่อด้านการบริหารจัดการองค์กร (Betriebswirt (VWA)) ซึ่งถือเป็นการศึกษาสายอาชีพชั้นสูง เมื่อเรียนจบก็มาสมัครงานที่บริษัทใหม่ ดีใจค่ะที่ได้ทำงานตรงกับที่เรียนมา เพื่อนร่วมงานดี เจ้านายดี เป็นงานที่สนุกและดีมาก

ปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่จะเป็นปัญหาด้านภาษา แต่ก็เป็นปัญหาเล็กน้อยเท่านั้น เราคนไทยใช้ภาษาเยอรมันได้ไม่ลึกซึ้งพอ บางทีเราก็เข้าใจสับสน โชคดีที่เพื่อนร่วมงานดี เข้าใจและช่วยเหลือเรา

เบนคิดว่า ระบบการทำงานของเยอรมนี มีการแข่งขันค่อนข้างสูง ทั้งแข่งกับพื่อนร่วมงานและแข่งกับตัวเอง ต้องพยายามพัฒนาตนเองตลอดเวลาเพื่อให้ทันงานและทันคนอื่น ส่วนเรื่องสวัสดิการในการทำงาน เบนพอใจมากค่ะ เบนทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง มีวันหยุดปีละ 30 วัน ได้รับเงินเดือนรวมเงินคริสต์มาส 13 เดือน

เบนชอบชีวิตที่เยอรมนี สำหรับเบนแล้ว สังคมมีความเสมอภาค ไม่แบ่งแยก คนเยอรมันเป็นคนพูดตรง ปากกับความคิดตรงกัน เราต้องเปิดใจรับฟัง อย่ามีอคติ ยอมรับความคิดเห็นใหม่ ๆ เรียนรู้สังคมที่เราอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง ปรับตัวให้เข้ากับสังคม เรียนรู้กฎหมายที่พึงรู้ หาข้อมูลต่าง ๆ ที่มีประโยชน์จากเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับคนไทย เพื่อที่จะได้รู้ทันเหตุการณ์ ... แล้วชีวิตก็จะอยู่ได้ง่ายค่ะ

 

**************************

 

"ไม่ต้องกลัวที่จะล้มเหลว ขอแค่ให้ลงมือทำ สิ่งสำคัญคือความตั้งใจ"

สุธิดา เกิดสุวรรณ์ (อ้อ) ปริญญาโท สาขาพลังทดแทน ภาควิชาไฟฟ้า

อาชีพ: วิศวกร (Entwicklungsingenieur) ทำงานเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าของ Deutsche Post พัฒนาระบบซอฟแวร์ของรถไฟฟ้าทั้งระบบ

อ้อมาเรียน ปริญญาโท สาขาพลังทดแทน ภาควิชาไฟฟ้า ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อเรียนจบ ก็ได้ทำงานตามที่เรียนจบมาโดยตรง อ้อได้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มที่ ตรงกับงานวิจัยตอนที่เรียนอยู่ งานที่ทำอยู่ตอนนี้มีความสำคัญในอนาคต เพราะรถยนต์ในเยอรมนีเริ่มที่จะปรับมาเป็นรถไฟฟ้า ซึ่งจะปรับให้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2030

ระบบการทำงานในเยอรมนีค่อนข้างเร็ว เวลาพบปัญหา ส่วนมากจะมีการประชุม แล้วสรุปผลภายใน 1-2 วัน ใช้เวลาไม่นาน สามารถสื่อสารโดยตรง ไม่อ้อมค้อม สวัสดิการการทำงานอยู่ในระดับที่ดี สามารถรองรับความต้องการขั้นพื้นฐานได้

อ้อรู้ดีว่า อ้อยังมีปัญหาเรื่องการสื่อสาร อ้อมีปัญหาเวลาอธิบายงานป็นภาษาเยอรมันให้เพื่อนร่วมงานฟัง บางทีมันหงุดหงิดใจ เพราะไม่สามารถอธิบายเป็นภาษาเยอรมันได้อย่างใจ ตอนนี้นี้อ้อเริ่มเรียนภาษาเพิ่มเติมด้วยตนเอง และถ้าอ้อพูดผิด เพื่อนคนเยอรมันก็จะคอยแก้ไขให้ แล้วอ้อก็จดจำค่ะ อ้อเชื่อว่า ภาษาเป็นกุญแจสำคัญในการทำงานในเยอรมนีค่ะ

 

************************

"อย่าเห็นแค่สิ่งนอกกาย

รู้จักขยายงานการจัดตั้ง

คิดเสียบ้าง อย่ามัวแต่ท่องบ่น

รู้จักแยกแยะเหตุผลชั่วดี

แตกตื่นตัวประวัติศาสตร์

เข้าหาปราชญ์ประสบการณ์

สิ่งรอบด้านล้วนเป็นครู"

ณัฐพนธ์ วิบุญนัติพงษ์ (อยู่เยอรมนี 20 ปี)

อาชีพ: ผู้จัดการฝ่ายบาร์และเครื่องดื่ม (Bar- & Beverage Manager)

ผมก้าวเข้าสู่อาชีพนี้ เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (mittlere Reife) และได้ฝึกงาน (Praktikum) ในครัวและแผนกต่าง ๆ ในบริษัท Karstadt ที่คุณแม่เคยทำ และหลังจากนั้นได้เรียนสายอาชีพ (Ausbildung) ด้านการจัดการร้านอาหาร (Restaurant Management) ในร้านอาหารแห่งหนึ่งรวมทั้งได้ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแชมเปญ (Lanson Champagner Ausbildung) เริ่มจากการผลิต ประวัติศาสตร์ การชิมแชมเปญ และการตลาด ที่ประเทศฝรั่งเศส และศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟ (Barista Ausbildung) ทฤษฎีว่าด้วยกาแฟ เมล็ดพันธ์ุ แหล่งผลิต วิธีคั่ว และการชง ที่ Rosenheim Oberbayern หลังจากเรียนจบได้ทำงานในหลาย ๆ บริษัท ไต่เต้าและพัฒนาตัวเองมาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ ผมทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบาร์และเครื่องดื่มที่ Chef de Rang ก่อนที่จะมาถึงตำแหน่งนี้ ก็ต้องเผชิญกับปัญหาในการทำงานมากมาย เช่น ปัญหาการวางแผนกำลังคน ปัญหาการคุมสต๊อกสินค้า ราคาต้นทุน และ ผู้ผลิตที่ป้อนสินค้าให้ร้าน การบริหารงานในเครือบริษัทที่ผมทำอยู่ มักจะเป็นลักษณะ -Top - Down Management แบบลูกโป่ง: ล่างคิด บนเอาไปทำ หรือ แบบลูกหิน: บนสั่ง ล่างทำ- งานของผมจึงไม่ได้เป็นงานที่เพียงว่า เรียนรู้หัวใจงานด้านบริการเพียงทฤษฎีเท่านั้น หากแต่ต้องลงสนามปฏิบัติงานจริง ๆ เพื่อสะสมข้อมูลเอาไว้ด้วย ผมมีโอกาสได้พบปะผู้คนหลากหลายระดับ หลายเชื้อชาติ และศาสนา ซึ่งเป็นโอกาสให้ผมได้เห็นโลกกว้างขึ้น

แม้ว่า ผมจะอยู่เยอรมนีมา 20 ปี อยากจะบอกทุกคนว่า จำไว้นะว่า พ่อแม่คือรากแก้ว คุณครูคือรากฝอย วัคซีนเข็มแรกจากพ่อแม่คือ สอนลูกแต่สิ่งดี ๆ สิ่งไม่ดีเดี๋ยวลูกก็เรียนรู้เอง ให้ความรัก ก่อนให้ความรู้ พูดให้จำ ทำให้ดู

 

******************************

 

"ทำวันนี้ให้ดีที่สุด"

สุชาดา ราซเพ (โอปอล) (อยู่ในเยอรมนีประมาณ 14ปี)

อาชีพ: วิศวกร ตำแหน่งผู้จัดการโครงการ (Project Manager) ที่ Comtel Electronics GmbH Grasbrunn / München

หลังจากที่เรียนจบวิศวะอิเลคทรอนิคส์ ก็เริ่มทำงานในบริษัทด้านโทรคมนาคมที่เมืองไทย โดยทำงานในบริษัทของต่างชาติ เมื่อแต่งงานย้ายมาเยอรมนี ก็เลยมาสมัครงานที่บริษัทแม่ที่เคยทำที่เมืองไทยและได้งานที่นั่น ต่อมาก็เปลี่ยนที่ทำงานใหม่ ทำงานที่บริษัทนี้มา 6 ปีแล้ว

ความประทับใจในการทำงานอาชีพนี้ก็คือ การจัดการโครงการต่าง ๆ ซึ่งต้องมีความคิดอย่างเป็นระบบ มีการวางแผน และพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างทาง เพื่อให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมาย มีความสนุกในการทำงานที่ได้ทำงานเป็นทีม ทุกคนมีเป้าหมายร่วมกัน และช่วยเหลือกันให้งานเสร็จลุล่วง ดิฉันชอบระบบการทำงานแบบเยอรมัน เพราะคนเยอรมันไม่สนใจว่า ใครจบมาจากไหน ขอให้ทำงานจริงจัง มีความสุขกับสิ่งที่ตนทำสิ่งที่ตนเป็น ไม่ได้ทำเพื่อให้ได้ตำแหน่ง ให้ความสำคัญกับคนที่มีความสามารถ ให้ความสำคัญเรื่องความสมดุลระหว่างการงานและชีวิต (work- life -balance) ทำให้สามารถเลือกเวลาทำงานเองได้ จัดการกับชีวิตส่วนตัวได้

เรื่องสวัสดิการลูกจ้างก็เป็นที่น่าพอใจ ทำงาน 30 ชั่วโมง/สัปดาห์ มีวันหยุดพักร้อน 29 วัน/ปี โดยไม่รวมวันหยุดทางราชการ เงินเดือนรวมเงินคริสต์มาส 13 เดือน ข้อไม่ดีคือ ไม่มีวันหยุดชดเชยเหมือนเมืองไทย สวัสดิการสำหรับคนมีลูกดีมาก ลาคลอดได้ตามกฎหมาย 14 สัปดาห์ และใช้สิทธิ์หยุดดูแลบุตรได้ 3 ปี โดยที่ปีแรกได้รับเงินเดือน ปีต่อไปไม่ได้เงินเดือนแต่บริษัทไม่สามารถให้เราออกจากงานได้ กรณีที่ลูกป่วยก็สามารถลางานได้สูงสุด 10 วัน

ปัญหาในการทำงานมักจะเป็นปัญหาด้านการสื่อสาร ในบริษัทที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติ มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมและด้านภาษา รวมทั้งมีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ เช่น คนเอเชียอย่างเราอาจจะไม่ได้แสดงความคิดเห็นที่ตรงมากอย่างคนเยอรมัน

ดิฉันคิดว่า การใช้ชีวิตในเยอรมนีง่ายกว่าที่เมืองไทย รถไม่ติดเดินทางไปทำงานสะดวก จัดการเรื่องเวลา ลูก และครอบครัวได้ โดยส่วนตัวจะสร้างมิตรภาพกับเพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมงานโดยใช้อาหารไทยเป็นสื่อสัมพันธ์ ชวนไปกินอาหารไทย หรือทำอาหารไทยให้กิน เป็นต้น

 

************************

 

"คิดดี พูดดี ทำดี สิ่งดีๆจะเกิดขึ้นกับเรา"

สุภาวดี ริคเทอร์ (เบญ) อยู่เยอรมนีตั้งแต่ปี ค..2007

อาชีพ: พนักงานต้อนรับบนรถไฟ (Stewardess der Deutsche Bahn)

ช่วง 10ปีแรกที่ย้ายมาอยู่เยอรมนี เบญเป็นแม่บ้านดูแลลูก ๆ และสามี มีรายได้เสริมจากการขายของมือสองในอีเบย์ และรับตัดเย็บเสื้อผ้า แก้ทรง ตัดขากางเกง พอลูกชายคนเล็กเริ่มโตในระดับนึง เบญก็ออกไปทำงานเป็นพนักงานงานเสิร์ฟ และผู้ช่วยในครัว

เบญเริ่มงานกับการรถไฟเยอรมัน (Deutsche Bahn (DB)) เมื่อวันที่ 2 มกราคม ปี 2019 ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นที่โชคชะตาหรือความบังเอิญ เบญเห็นโฆษณาประกาศรับพนักของ DB เมื่อประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนปี 2018 เลยส่งอีเมล์สมัครไป ตอนที่ส่งไปก็ไม่คิดว่า เขาจะเรียกสัมภาษณ์ เพราะคิดว่า เราไม่ได้ได้มีวุฒิการศึกษาสูง หรือจบอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมา ภาษาเยอรมันก็แค่ B1 หลังจากส่งเมล์ไปสองวันก็ได้รับเมล์ตอบกลับมา นัดให้ไปสัมภาษณ์ วันที่ไปสัมภาษณ์แอบตื่นเต้นเล็กน้อยค่ะ และก็ไม่ได้หวังว่าจะได้งาน เพราะคิดว่า ภาษาเราไม่ดีพอ ด้วยความที่ไม่คาดหวังว่าจะได้งาน ตอนสัมภาษณ์ก็เลยพูด ๆ ไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก การสัมภาษณ์เขาจะสมมุติสถานการณ์บนรถไฟ แล้วให้เราแก้สถานการณ์

ยกตัวอย่าง

1. ถ้ารถไฟวิ่งไม่ตรงเวลา แล้วผู้โดยสารโวยวาย ว่าทำไม่รถไฟล่าช้า ควรจะทำอย่างไร

2. ถ้าผู้โดยสารต่อว่า ว่ากาแฟที่เราขายรสชาติแย่มาก จะพูดกับผู้โดยสารอย่างไร

3. ถ้าเราพบผู้โดยสารพูดจาหยาบคายกับเรา ด่าว่าเรา จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร

อะไรประมาณนี้ค่ะ

ตอนเบญสัมภาษณ์ เขาถามคำถามสุดท้ายว่า

ให้บอกเหตุผลว่า ทำไม Deutsche Bahn ต้องรับคุณเข้าทำงาน”

เบญก็ตอบอย่างมั่นใจว่า

1. Ich komme aus Thailand „Land of smile“. Ich bin immer freundlich von Natur (ดิฉันมาจากประเทศไทย “เมืองยิ้ม” ดิฉันเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีโดยธรรมชาติ)

2. Ich bin nicht dumm und kann neue Sachen schnell lernen. Ich bin sicher, dass ich bei diesem Job gut arbeiten könnte. (ดิฉันไม่ใช่คนเขลา และสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้เร็ว ดิฉันแน่ใจว่า ดิฉันสามารถทำงานในหน้าที่นี้ได้ดี)

3. Ich bin hübsch und gut aussehend. (ดิฉันเป็นคนสวย และดูดี)

พอพูดจบทั้งเบญและคนสัมภาษณ์ก็หัวเราะ ฮากับคำตอบ แล้วคนสัมภาษณ์ก็บอกว่า โอเค Fr. Richter เรารับคุณเข้าทำงาน

สิ่งที่เบญประทับใจในงานอาชีพนี้ อย่างแรกสุดคือ เพื่อนร่วมงาน พนักงานDB กว่า 99% มีมนุษย์สัมพันธ์ดีมาก เป็นกันเองไม่ถือตัว ไม่มีการเหยียดว่า เราเป็นต่างชาติ

ความประทับใจอย่างที่สองคือ การที่ได้เดินทางไปในเมืองต่าง ๆ ได้พบปะผู้คนหลากหลาย ได้พบสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้น ได้มีโอกาสช่วยเหลือผู้โดยสารหลาย ๆ คน เช่น ช่วยบอกทาง ช่วยให้ข้อมูลในการต่อรถไฟ ช่วยเด็ก คนแก่ ยกกระเป๋า

ความประทับใจอย่างที่สามคือ ทุกครั้งที่ผู้โดยสารยิ้มและกล่าวคำขอบคุณที่เราช่วยเหลือ หรือบริการเขาอย่างดี มันทำให้เบญรู้สึกดีมาก ๆ ค่ะ รู้สึกเหมือนตัวเรามีประโยชน์ไม่ได้หายใจทิ้งไปวัน ๆ หรืออยู่อย่างไร้คุณค่า

ระบบการทำงานของ DB เป็นระบบที่ดีมาก แต่ละคนมีหน้าที่ประจำ ทุกคนมีความรับผิดชอบ ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ในทุก ๆ เรื่อง ส่วนสวัดิการก็ดี ทำงานกะดึกก็ได้เงินพิเศษ หากต้องค้างคืนก็ได้เงินพิเศษ วันหยุดราชการก็ได้เงินพิเศษ มีเงินของขวัญคริสต์มาส (Weihnachtsgeld) เงินสำหรับวันหยุดพักผ่อน (Urlaubsgeld) เบญทำงาน 36 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ มีวันหยุด 28 วันต่อปีค่ะ

เบญมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้ชีวิตในต่างแดนว่า ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ในประเทศไทยหรือว่าต่างแดน ครอบครัวคือสิ่งสำคัญที่สุด ความรัก ความเข้าใจกันของสามีภรรยาจะเป็นรากฐานมี่มั่นคงให้กับลูกและทุกคนในครอบครัว ให้อยู่และเติบโตอย่างมีความสุข ในต่างแดนเราไม่ได้มีญาติพี่น้องอยู่ใกล้ ๆ เหมือนในประเทศไทย อาจจะทำให้เหงาและคิดถึงบ้านเกิดบ้าง เราจึงต้องหากิจกรรม งานอดิเรก หรือหางานทำ

ข้อดีของประเทศเยอรมนีที่เบญทราบคือ เขาจะมีหน่วยงานคอยให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาในทุก ๆ ด้านโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยเฉพาะการเลี้ยงดูบุตรในเยอรมนี เบญพูดได้เลยว่า เคยมีปัญหาเยอะมากตอนมาอยู่ช่วงแรก ๆ แต่ก็ผ่านปัญหาทุกอย่างมาได้จากการช่วยเหลือของผู้ให้คำปรึกษาด้านการดูแลบุตร (Erziehungshilfe) จาก สำนักงานดูแลคุ้มครองเด็กและเยาวชน (Jugendamt) ยังมีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ หรือกลัวที่จะติดต่อขอความช่วยเหลือจาก Jugendamt อีกเรื่องหนึ่งที่แม่ ๆ คนไทยหลายคนยังไม่รู้คือเรื่อง การบำบัดและฟื้นฟูสำหระบแม่และเด็ก (Mutter und kinder Kur) มันคือสวัสดิการของประเทศเยอรมันที่มีให้แม่ทุกคน เบญไปมาสองครั้งแล้ว ดีงามมากจริง ๆ พยายามบอกต่อเรื่องดี ๆ อย่างนี้ให้คนไทยหลาย ๆ คน แต่บางคนก็ยังไม่เข้าใจว่า มันคืออะไร พอได้ยินคำว่า Kur ก็คิดว่าจะต้องป่วยเท่านั้นถึงจะไปได้ ซึ่งจริง ๆ ไม่ป่วยก็ไปได้ ดีทั้งกับตัวเราเองและตัวลูกด้วยจริง ๆ ค่ะเบญยืนยัน

 

กลับ

Add a comment